การแข่งเรือประเพณีจังหวัดน่าน เป็นประเพณีเก่าแก่ที่บรรพบุรุษชาวน่านได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แม่น้ำน่านเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านตัวเมืองไปยังที่ต่างๆ เรือจึงเป็นพาหนะที่ชาวน่านและเจ้าผู้ครองนครใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กัน และเชื่อมสัมพันธไมตรีกับหัวเมืองต่างๆ เริ่มปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์เมืองน่าน เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๒ พระยาการเมือง เจ้าเมืองวรนคร (เมืองปัว) ได้ใช้เรืออพยพขนย้ายผู้คนล่องมาตามลำน้ำน่าน เพื่อสร้างเมืองใหม่ที่เมืองภูเพียงแช่แห้ง ( บริเวณวัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเพียง ในปัจจุบัน)

ชาวเมืองน่านมีความผูกพันกับ “พญานาค” โดยมีความเชื่อว่าพญานาคจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอาราม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะ จึงขุดเรือยาวและตกแต่งหัวเรือและหางเรือตลอดจนลำเรือให้มีลักษณะคล้ายพญานาค ปีไหนมีภาวะฝนแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลบรรพบุรุษชาวน่านก็จะนำเรือแข่งไปพายแข่งกัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับพญานาคกำลังเล่นน้ำเพื่อขอฝนและก็เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะว่าหลังจากนั้นฝนก็ตกลงมาจริงๆ
การแข่งเรือเมืองน่านเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไร ไม่ปรากฏหลักฐานบอกไว้ มีแต่คำบอกเล่าสืบต่อกันมา และร่องรอยจากซากเรือแข่งเก่าแก่ที่ชำรุด แต่ก็มีเรือบางลำอายุร่วม ๒๐๐ ปี ยังมีสภาพดีสามารถนำลงแข่งขันได้ เช่น เรือเสือเฒ่าท่าล้อ บ้านท่าล้อ อำเภอภูเพียง ขุดเมื่อ พ.ศ.๒๓๕๙, เรือเสือเฒ่าบุญเรือง บ้านบุญเรือง อำเภอเวียงสา ขุดเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๐ และ เรือคำแดงเทวี ( นางดู่งาม ) บ้านนาเตา อำเภอท่าวังผา ขุดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๐ จึึงเป็นข้อมูลเชื่อได้ว่าเรือแข่งเมืองน่านเกิดมาพร้อมกับความเป็นเมืองน่าน ผู้คนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำน่าน สารธารแห่งชีวิตและจิตวิญญาณของชาวเมืองน่าน
มีเรื่องเล่าเป็นตำนานสืบทอดกันมาเกี่ยวกับการสร้างเรือแข่งต้นแบบของเมืองน่าน คือ เรือท้ายหล้า – ตาตอง ท้ายหล้า หมายถึง เรือที่ท้ายเรือที่ยังทำไม่เสร็จ ตาตอง หมายถึง เรือที่มีตาทำด้วยทองเหลืองหรืออีกความหมายหนึ่ง คือมีตาของไม้มีนำมาขุดเรือเป็นสีทองเหลือง

ภาพโดย thchira
จากเอกสารอ้างอิงประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวถึง “นครน่าน” ซึ่งเป็นเมืองนครรัฐที่เมืองต่างๆเข้ามาสวามิภักดิ์ถึง ๕๗ เมือง โดยมีเจ้าผู้ครองนครสืบราชวงศ์ติดต่อกันถึง ๖๔ พระองค์ นับตั้งแต่ราชวงศ์ภูคาเป็นปฐมสัติวงศ์จึงถึงราชวงศ์เติ๋นมหาวงศ์ ต้นตระกูล ณ น่าน เป็นราชวงศ์สุดท้าย ผู้ครองนครน่านเป็นราชวงศ์สุดท้ายไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่าเจ้าผู้ครองนครน่านเป็นพระองค์ใด มีรับสั่งให้บรรดาเสนาอามาตย์ทหารข้าราชบริพารไปตัดต้นตะเคียนที่ป่าขุนสมุน ( ป่าต้นน้ำที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองน่านในปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐ กม. ) ซึ่งเป็นต้นไม้ตะเคียนที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ว่าตอไม้ที่เหลือกว้างจนสามารถนำขันโตก ( ที่ใส่สำรับอาหารของคนเหนือ ) มาตั้งได้ถึง ๑๐๐ โตก แล้วให้ทหารลากออกมาที่ริมแม่น้ำน่านรอยลากทำให้เกิดแม่แม่น้ำสมุน ( แม่น้ำสาขาของแม่น้ำน่าน ) และให้น้ำไม้ตะเคียนมาขุดตกแต่งเป็นเรือแข่งเมืองน่าน ๒ ลำตั้งชื่อว่า “เรือท้ายหล้า-ตาตอง” เพื่อให้คนเมืองน่านได้ใช้เป็นรูปแบบในการขุดเรือเพื่อใช้ในการแข่งขันเรือให้เป็นประเพณีเพื่อบ่มเพาะความรัก ความสามัคคี เสริมสร้างจิตใจให้มั่นคง รู้แพ้ รูชนะ รู้อภัย ให้กับลูกหลานเมืองน่าน ตราบจนถึงปัจจุบัน
การแข่งเรือประเพณีเมืองน่านในสมัยก่อน จะดัดการแข่งขันในงานประเพณี ถวายทานสลากภัต หรือชาวน่านเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” ถ้าวัดของชุมชน-หมู่บ้านใดที่มีเรือแข่งมีการจัดงานประเพณี ตานก๋วยสลาก คณะศรัทธาหมู่บ้าน-ชุมชนต่างๆ ที่มีเรือแข่ง ก็จะนำเรือแข่งบรรทุกก๋วยสลากพร้อมชาวบ้านและพระภิกษุ สามเณร ที่รับกิจนิมนต์เดินทางไปยังวัดที่มีงานประเพณีตานก๋วยสลาก เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบันอีกทั้งชุมชนหมู่บ้านก็ตั้งไม่ห่างไกลกันมาก และมักจะตั้งชุมชน-หมู่บ้านอยู่ติดกับลำน้ำน่านในขณะที่พายเรือไปก็จะตีฆ้อง กลอง ฉิ่ง ฉาบ ปาน และ เป่าแน เป็นทำนองเพลงล่องน่าน และผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะลุกขึ้นฟ้อนซึ่งเป็นที่มาของท่าฟ้อน “ล่องน่าน” ที่มีเอกลักษณ์รูปแบบการฟ้อนเฉพาะตัว เมื่อเสร็จพิธีในช่วงบ่ายก็จะนำเรือแข่งมาแข่งกันอย่างสนุกสนาน รางวัลที่ได้ก็จะเป็นเหล้าขาวใส่กระบอกไม้ไผ่ ระยะหลังก็จะเปลี่ยนเป็นตะเกียงเจ้าพายุและน้ำมันก๊าด เพื่อนำไปจุดให้แสงสว่างในชุมชน-หมู่บ้านเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ รวมถึงธงปักหัวเรือและเริ่มวิวัฒนาการเป็นถ้วยรางวัลในปัจจุบัน
การแข่งเรือประเพณีจังหวัดน่าน ปรากฏหลักฐานอ้างอิงได้ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๖๐ เมื่อครั้งกรมสมเด็จเจ้าฟ้าพระนครสวรรค์วรพินิจฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่านพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านายฝ่ายเหนือและข้าราชการประจำเมือง ได้จัดให้มีการแข่งเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร เจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือได้ลงไปฟ้อนในเรือลำที่ชนะเลิศด้วย

ภาพ โดย verachonpub
- พ.ศ. ๒๔๖๗ พระยาวรวิชัย วุฒิกร ( เลื่อน สนธิรัตน์ ) ปลัดมณฑล ประจำจังหวัดน่าน ได้ริเริ่มให้มีการทอดกฐินสามัคคีขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นครั้งแรกของจังหวัดน่าน ในงานนี้ได้จัดให้มีการแข่งเรือประเพณีเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาทุกปี จนถึงปัจจุบัน
- พ.ศ. ๒๔๗๙ พระเกษตรสรรพกิจ ( นุ่น วรรณโกมล ) ข้าหลวงประจำจังหวัดน่าน ได้จัดให้มีกฎกติกาการแข่งขันเรือขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นกติกาง่ายๆ เช่นมีจุดปล่อย และ เส้นชัย ส่วนรางวัลก็มีธง ( ช่อ ) ปักหัวเรือ มอบให้เรือที่ได้รับรางวัลที่ ๑ เท่านั้น เรือที่ได้รับรางวัลในปีนั้นคือ “เรือบัวพาชมชื่น” หรือ “เรือบัวระพาชมชื่น” ของบ้านน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา
- พ.ศ. ๒๔๙๘ นายมานิต บุรณพรรค ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้จัดให้องค์การดุริยางค์นาฏศิลป์ กรมศิลปากร มาถ่ายทำภาพยนตร์ สารคดี เพื่อเป็นหลักฐานทางด้านมนุษยชาติ วัฒนธรรม ประเพณีพื้นบ้าน การแข่งเรือประเพณีในปีนั้นจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่
- พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงอนุมัติราชกิจ ( อั๋น อนุมัติราชกิจ ) ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ขอพระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทาน เรียกกันว่า ( กฐินหลวง ) นำไปทอด ณ วัดช้างคำวรวิหาร พระอารามหลวง การแข่งเรือประเพณีในปีนั้นจึงเป็น การแข่งเรือกฐินพระราชทาน
- พ.ศ. ๒๕๒๒ พท.นพ.อุดม เพชรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กำหนดให้มีการแข่งเรือประเพณีนัดเปิดสนามในงานประเพณีตานก๋วยสลากของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ( วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ น่าน ) ประมาณเดือนกันยายน และให้มีการแข่งเรือประเพณีนัดปิดสนามในงานทอดกฐินพระราชทาน ซึ่งกำหนดในวันเสาร์ – อาทิตย์ หลังออกพรรษา ประมาณ ๑-๒ สัปดาห์ ประมาณเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน
- พ.ศ. ๒๕๒๕ นายชัยวัฒน์ หุตะเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลประเภทเรือใหญ่ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานให้กับเรือแข่งที่ชนะเลิศ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เรือขุนน่าน บ้านศรีบุญเรือง อำเภอภูเพียง ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลเป็นปีแรก
- พ.ศ. ๒๕๒๖ นายประกอบ แพทยกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเรือกลาง จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามบรมราชกุมาร ขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเรือเล็ก จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
- พ.ศ. ๒๕๒๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามบรมราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธานในพิธีปิดการแข่งขันเรือประเพณีจังหวัดน่าน และได้พระราชทานถ้วยรางวัลให้แก่เรือแข่งที่ชนะเลิศในการแข่งขัน ดังนี้
ประเภทเรือใหญ่ คือ เรือขุนน่าน บ้านศรีบุญเรือง อำเภอภูเพียง
ประเภทเรือกลาง คือ เรือดาวทอง บ้านม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง
ประเภทเรือเล็ก คือ เรือศรนารายณ์ บ้านดอนแก้ว อำเภอเมือง
- พ.ศ. ๒๕๓๖ สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศประเภทเรือสวยงาม จากพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ในปีนี้วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ร่วมกับ กศ.บป.ศูนย์น่าน ได้ครองถ้วยพระราชทาน
- พ.ศ. ๒๕๔๑ สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศกองเชียร์ จากพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา ในปีนี้กองเชียร์บ้านท่าล้อได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลเป็นปีแรก
- พ.ศ. ๒๕๔๗ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ร่วมกับสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน อำเภอภูเพียง และ สภาวัฒนาธรรมจังหวัดน่าน จัดการแข่งขันเรือเยาวชน อายุไม่เกิน ๑๘ ปี ( ต่อมาเปลี่ยนเป็นอายุไม่เกิน ๒๐ ปี ) นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในปีแรกนี้เยาวชนบ้านท่าค้ำ อำเภอท่าวังผา นำเรือเทพสุวรรณ ครองถ้วยชนะเลิศ
ข้อมูลจากหนังสือ "เรือแข่งเมืองน่าน มรดกล้ำค่า" รวบรวม เรียบเรียงโดย อาจารย์ราเชนทร์ กาบคำ
๑.พิธีกรรมการตัดต้นตะเคียน
การขุดเรือแข่งเมืองน่านนับตั้งแต่สมัยโบราณกาลมีความ เชื่อว่าต้นตะเคียนที่จะนำมาขุดเป็นเรือแข่งนั้นจะมีนางไม้รุกขเทวดาสิงสถิต อยู่เมื่อเวลาจะตัดหรือโค่นเพื่อนำมาขุดเรือแข่งจะต้องตรวจสอบว่ามีลักษณะ ถูกต้องตามตำราหรือไม่และจะต้องทำพิธีบวงสรวงสังเวย เพื่อขอขมาลาโทษ ขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางเสียก่อน เมื่อได้มาแล้วก็ยังไม่สามารถขุดเป็นเรือแข่งได้ทันที เพราะยังมีความเชื่ออีกว่าจะต้องดูตาของไม้ที่ปรากฏอยู่บนต้นตะเคียน ว่าตรงกับตาไม้ที่ดีที่ให้คุณ หรือตาไม้ที่ร้ายที่จะให้โทษ คล้ายกับความเชื่อในการนับตาไม้ที่จะนำมาทำเสาเรือนของคนพื้นเมืองน่านแต่ เดิม การนับก็จะนับตามโฉลกของตาไม้ที่ปรากฏตามตำราโบราณ ซึ่งส่วนมากจะเขียนด้วยอักษรธรรมล้านนาลงในคัมภีร์ใบลานหรือปั๊บสา ซึ่งจะมีผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) หรือครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ของท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการ กล่าวคือจะต้องนับตาไม้ลงตาไม้ที่เป็นคุณ หรือเป็นมงคลนาม หากนับไปถูกตาไม้ที่ไม่เป็นคุณก็จะนับเลยไปหรือนับหดสั้นเข้ามาจนถึงตาไม้ ที่เป็นมงคล ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความยาวของไม้ที่จะขุดเรือแข่งในแต่ละประเภทด้วย กล่าวโดยสรุปการนับตาไม้ ต้องให้ได้เป็นที่พอใจของกันทุกฝ่าย ชื่อตาไม้ที่ไม่เป็นมงคลเป็นโทษร้ายเช่น “ตาขึดไขว่ลายกลาง” (ตาอุบาทว์ที่มีลายไขว่เป็นกากบาทตรงกลาง) ตาวับข้างเป็นเหงือก (ตาไม้เมื่อเวลาถากแล้วจะเป็นขุยคล้ายเหงือกปลาไม่เรียบ) ตาปุ้มเปียกกินคน (ตาไม้นูนเป็นปมขึ้น ตานี้ร้ายแรงยิ่งถ้าขุดเรือเป็นเรือแข่งแล้วเชื่อว่าฝีพายจะตกน้ำตาบ) เป็นต้น ส่วนตาไม้ที่เป็นมงคลก็มีชื่อเรียกเช่น ตาพระเจ้านั่งตนเดียว (ตาที่มีพระนั่งอยู่กับฝีพายด้วยหนึ่งรูป) ตาสาวน้อยเหลียวแก้นกั่ง (ตาไม้ที่เมื่อสาวน้อยนั่งทั้งหลายที่เรือลำนี้พายผ่านสายตาถึงกับสะดุ้ง ตื่นใจละเมอหาฝีพาย) ตาแม่ฮ้างฟั่งมาเหน็บดอกไม้ (ตาไม้นี้เมื่อขุดเป็นเรือแข่งแล้วก็จะมีเสน่ห์จนสาวแก่ แม่ร้าง แม่หม้ายเห็นก็รีบมาเหน็บดอกไม้ให้) เป็นต้น
เมื่อไปพบต้นตะเคียนที่ต้องการจะนำไปขุดเรือแข่งจะ ต้องได้รับการอนุญาตและเห็นชอบให้ดำเนินการตัดโค่นได้จากหน่วยราชการที่ เกี่ยวข้อง รวมถึงหมู่บ้าน-ชุมชนเจ้าของพื้นที่ผู้นำหมู่บ้านหรือคณะกรรมการหมู่บ้านที่ ต้องการไม้ตะคียนต้นนั้นมาขุดเป็นเรือแข่ง จะต้องเตรียมการเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจะต้องปรึกษาพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดตนเอง ผู้รู้ ที่มีความรู้เกี่ยวกับทางด้านไสยศาสตร์เพื่อดำเนินการตรวจหาวันเวลาที่เหมา สมถูกโฉลกและถูกต้อง ตามฤกษ์งามยามดี ของหมู่บ้าน เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีแล้วผู้นำหมู่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านและชาวบ้านทั้ง หลายก็จะนัดรวมตัวกันที่วัดเพื่อจะขอพรจากพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าอาวาสหรือพระสง ฆที่เคารพนับถือ พระสงฆ์จะให้ศีลให้พรและมอบเครื่องรางของขลังรวมทั้งประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ให้แก่คณะที่จะเดินทางไปตัดต้นตะเคียน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นสิริมงคลกับตัวเอง
เมื่อถึงบริเวณต้นตะเคียนที่จะตัดผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) ผู้เฒ่า ผู้แก่ คณะกรรมการหมู่บ้านจะดำเนินการทำพิธีกรรมอันเป็นมงคล ซึ่งต้นตะเคียนถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีเจ้าของก่อนที่จะตัดโค่นจะต้องทำ พิธีกรรมขอขมากราบไหว้เจ้าของได้แก่ ท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณี และขออนุญาตเจ้าแม่ตะเคียนก่อน เพื่อเป็นการเคารพสักการะ โดยจะมีการสร้างศาลเพียงตาสูงประมาณ ๑๕๐ เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อเป็นสถานที่วางเครื่องสังเวย โยเอาไม้ไผ่มาทำเป็นเสา ๔ เสา แล้วใช้ไม้ไผ่สานเป็นฟากสี่เหลี่ยมสำหรับวางเครื่องสังเวยในการเซ่นไหว้ เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าแม่ตะเคียน และจะจัดทำที่วางเครื่องสังเวยอีกแห่งหนึ่ง สำหรับการขึ้นท้าวทั้ง ๔ โดยเอา ไม้ กระดาษหรือไม้อื่นๆ มาตีไขว้กันออกไปทั้งสี่ด้าน ซึ่งหมายถึง ท้าวธตรัฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวศสุวรรณ ส่วนด้านบนสุดที่ใช้วางแผ่นไม้ เพื่อทำการอัญเชิญพระอินทร์ และด้านล่างสุดวางแผ่นไม้สำหรับอัญเชิญพระแม่ธรณี มารับเครื่องสังเวยและขออาราธนาอารักขาจากท่านท้าวทั้ง ๔ ให้ปกป้องคุ้มครองป้องกันตลอดเวลาที่ดำเนินการอีกทั้งเป็นการขออนุญาตตัด ต้นไม้ตะเคียน เจ้าป่า เจ่เขา ท้าวจตุโลกบาลที่ ๔ ที่รักษาทิศทั้ง๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณี ให้การตัดไม้ตะเคียนดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้พบปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่มิคาดถึงและไม่ให้ผู้ที่ร่วมคณะมาตัดไม้ตะเคียนครั้งนี้ประสบภยันอันตราย ใดๆซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ลึกลับ ต้องขอขมากราบสักการะเมื่อมาตัดไม้ในป่า
หลังจากนั้นผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) และคณะจะร่วมกันจุดธูปจำนวน ๗ ดอก หรือ ๙ ดอก พานดอกไม้ธูปเทียนผ้าแพรหลากสี จำนวน ๓ - ๕ ผืน กล่าวคำอธิษฐาน ขอขมา เจ้าป่า เจ้าเขา ท่านท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณี และขอเชิญเจ้าแม่ตะเคียนร่วมรับรู้รับทราบ โดยการวาไม้เสี่ยงทายว่าจะโปรดเครื่องสังเวย สิ่งใดเป็นพิเศษถ้าหากโปรดหัวหมูต้ม ไก่ต้ม ไข่ต้ม เหล้า ฯลฯ ขอให้เจ้าป่าเจ้าเขา ท่านท้าวทั้ง ๔ พระแม่ธรณี เจ้าแม่ตะเคียนทำให้ไม้ที่วาเสี่ยงทายยาวออกไปจากเดิมจากปลายนิ้วกลางด้าน ซ้ายถึงปลายนิ้วกลางด้านขวา ผ่านหน้าอกเป็นมาตรฐาน ถ้าหากว่าผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) กล่าวคำอธิษฐานขอขมาและถามเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าแม่ตะเคียน ท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณีว่าโปรดเครื่องสังเวยใดเป็นพิเศษ แล้วทำการวาไม้เสี่ยงทาย ถ้าหากว่าไม้ที่ใช้วาเสี่ยงทายยาวออกไปจากเดิม ๒ - ๓ นิ้ว ก็ถือว่า เจ้าป้า เจ้าเขา เจ้าแม่ธรณี ท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณีโปรดเครื่องสังเวยที่อธิษฐานว่าจะถวายเป็นพิเศษส่วนมากแล้วท่าน เจ้าป่าเจ้าแม่ตะเคียน เจ้าแม่ธรณีพระอินทร์ ท้าวทั้ง ๔ จะโปรดเครื่องสังเวยพิเศษ ได้แก่ หัวหมูต้ม ไก่พื้นเมืองต้ม เป็นต้น
เมื่อผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) และคณะกรรมการหมู่บ้านรับทราบว่า เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าแม่ตะเคียนท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณีโปรดเครื่องสังเวยใดเป็นพิเศษ ก็จะต้องจัดหาเครื่องสังเวยนั้น ๆ มาถวายให้ได้ ส่วนมากแล้วเครื่องสังเวยพิเศษ และเครื่องสังเวยประกอบอื่นๆ จะเตรียมไปพร้อมกับคณะที่เดินทางไปตัดไม้ตะเคียน หรืออาจจะให้บุคคคลใดบุคคลหนึ่งกลับไปเตรียมเครื่องสังเวยพร้อมอุปกรณ์ที่ หมู่บ้านและนำกลับมาถวายอีกครั้งหนึ่งก็ได้
จากนั้นก็จะนำเครื่องสังเวยพิเศษมาเช่นไหว้ ณ ศาลเพียงตาศาลแรก เครื่องสังเวยพิเศษ ได้แก่หัวหมูต้ม ไกพื้นเมืองต้ม เหล้าขาว เครื่องสังเวยทั่วๆ ไป ได้แก่ ข้าวเหนียวสุก ดอกไม้ ธูปเทียน ขนมต้มขาวต้มแ ดง หมากพูล กล้วยน้ำว้า อ้อย ผ้าแพรหลากสี ข้าวแต๋น โสล่ง เสื้อผ้าของผู้หญิง กระจก แป้ง หวี น้ำหอม เมี่ยง บุหรี่ พร้อม ด้วยสายสิญจน์ ๑ ม้วนใหญ่ สำหรับดอกไม้จะเป็นดอกไม้ที่มีสีสด เช่น สีแดง สีขาว เป็นต้น ส่วนเครื่องสังเวยที่จะนำไปถวายเพื่อเชิญท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ พระองค์ เพื่อ รักษาทิศทั้ง ๔ โดย ใช้เป็นกระทง (สะตวง , ที่ทำจากกาบกล้วย) ใส่เครื่องสังเวย ๔ กระทง ถวายพระอินทร์ ๑ กระทง ถวายพระแม่ธรณี ๑ รวมเป็น ๖ กระทง แต่ละกระทงจะประกอบไปด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ไข่ต้ม หมาก พลู กล้วย อ้อย หมูต้ม ไก่ต้ม ข้าวเหนียว สุรา เมี่ยง บุหรี่ ฯลฯ บรรจุลงในกระทงทั้งหมดแล้วนำเอากระทงทั้ง ๖ กระทงไปวางไว้ที่ต้องเครื่องสังเวยครบแล้วให้ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จุดจะจุดรูป ๙ ดอก กล่าวอัญเชิญ ขอขมาขอเชิญ เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าแม่ตะเคียน ท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณี มารับเครื่องสังเวย
ระหว่างนี้ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะกล่าวคำอธิฐานขออัญเชิญ ขอขมา และจะวาไม้เสี่ยงทายไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม้ที่วาเสี่ยงทายนั้นมีความยาวออกไปจากเดิม ถือเสมือนว่าท่านเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าตะเคียน ท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณี มารับเครื่องสังเวยแล้ว หลังจากนั้นจะรอเวลาจนกระทั่งธูป ๙ ดอก ดับหมดก็จะทำการวาไม้เสี่ยงทายอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากว่าไม้ทีทำการวาเสี่ยงทาย ยังมีความยาวเท่าเดิม ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะจุดธูปอีก ๙ ดอกรออีกสักครู่ใหญ่ๆ ก็จะวาไม้เสี่ยงทายอีกทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งไม้ที่วาเสี่ยงทายมีความยาวออกไปจากเดิม ถือเสมือนว่าท่านเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าแม่ตะเคียน ท้าวทั้ง ๔ พระอินทร์ พระแม่ธรณีมารับเครื่องสังเวย เสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) ก็จะนำผ้าแพร ๗ สีที่มีสีสดใสอาทิ สีแดง สีชมพู สีฟ้า ฯลฯ ไปผูกกรอบบริเวณโคน ต้นไม่ตะเคียนต้นนั้นเป็นอันว่า เสร็จพิธีกรรม
หลังจากนั้นก็จะเริ่มดำเนินการตัดต้นตะเคียน การตัดเพื่อโค่นให้ต้นตะเคียนล้มลง จะต้องดูความเหมาะสมของบริเวณพื้นที่ที่จะตัดให้ต้นตะเคียนโค่นล้มลงได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับต้นตะเคียน ซึ่งถ้าล้มฟาดลงระหว่างขอบห้วยหรือล้มฟาดลงได้ง่ายไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย กับต้นตะเคียน ซึ่งถ้าล้มฟาดลงระหว่างของห้วยหรือล้มฟาดลงปะทะกับวัตถุที่เป็นของแข็ง เช่น ก้อนหินต้นไม้ขนาดใหญ่ ฯลฯ ก็อาจจะทำให้ต้นตะเคียนหักกลางลำต้นเสียหายไม่สามารถนำมาขุดเรือแข่งได้การ โค่นต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์มีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างดีในการที่จะโค่น ตะเคียนให้ล้มลงได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน มีการนำเครื่องทุ่นแรงสิ่งอำนวยความสะดวกมาช่วยในการโค่นและชักลากเป็นจำนวน มาก เช่น เลื่อยยนต์หรือเลื่อยไฟฟ้า รอก เครน รถยก รวมถึงเครื่องจักรกลที่จะช่วยประคองต้นไม้ให้ล้มช้า ๆ เพื่อไม่ให้ต้นไม้หักและใช้รถแรงเยอร์ (รถยกบรรทุกไม้) ชักลากและบรรทุกต้นตะเคียนซึ่งสามารถทำให้การขนย้ายได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ไม่มีปัญหาเหมือนสมัยโบราณที่ไม่มีเครื่องทุ่นแรงและเครื่องจักรกลที่จะช่วย ในการโค่นล้มซึ่งจะต้องใช้เวลานานเป็นแรมเดือนหรืออาจจะถึงปี โดยที่จะโค่นล้มแบบค่อยเป็นค่อยไปในทินทางใดจึงไม่ทำให้ต้นตะเคียนจะบากหลัง ไม้ หมายถึง จะย้ายหรือข้ามการฟันหรือตัดไม้มาทิศทางตรงกันข้ามกับบริเวณที่ฟันหรือตัดใน ครั้งแรก แต่การบากหลังไม้จะฟันหรือตัดไม่อยู่สูงกว่าขอบบริเวณที่ตัดต้นไม้ครั้งแรก ซึ่งเป็นกรรมวิธีและขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากมากจะประสบกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ มากมายกว่าที่ต้นตะเคียนต้นนั้นจะโค่นล้มลงได้ หากว่าต้นตะเคียนต้นนั้นเกิดล้มลงก่อนที่จะตัดหรือฟันขาดตามขั้นตอนจะทำให้ เกิดปัญหาคือ ทำให้เนื้อไม่ของต้นตะเคียนที่จะนำมาขุดเรือมีลักษณะเป็นสิ่งแหลมเป็นลิ่ม แหลมเป็นจำนวนมากเกิดลำต้นกลวงเป็นรูขนาดใหญ่ เข้าไปข้างในของลำต้นทำให้ไม่สามารถขุดเป็นเรือแข้งได้ ทำให้เกิดการเสียเนื้อไม้ หรือทำให้ความยาวต้นตะเคียนต้นนั้นสั้นลง เวลานำไปขุดเรือก็ไม่ได้ขนาดตามที่ต้องการ
การลากจูงไม้เพื่อนำมาขูดเรือในสมัยก่อนนั้นจะต้องใช้ ช้างลากจูงมาเท่านั้นทำให้ใช้เวลานาน มีความยากลำบากมาก กว่าที่จะชักลากไม้ออกจากป่าดงดิบที่เป็นป่าทึบ ภูเขาสูงกว่าจะนำมาถึงหมู่บ้าน-ชุมชนที่จะขูดเรือแข่ง ซึ่งอาจใช้เวลานานเป็นเดือน เป็นปี เมื่อเปรียบเทียบกับการตัดไม้ในสมัยปัจจุบันที่มีการคมนาคมสะดวกสบายและมี เครื่องทุ่นแรงเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย
หรืออีกกรรมวิธีหนึ่งที่ช่างขุดเรือสมัยโบราณนิยมคือ จะทำการใช้ขวานขุดเบิกไม้ให้เป็นรูปเรืออย่างหยาบๆ (โกลนเรือ) ตรงบริเวณที่โค่นต้นตะเคียนล้มลงเสียก่อน แล้วจึงใช้ช้างชักลากออกมาตามลำห้วยที่เป็นสาขาของแม่น้ำน่าน เมื่อมาถึงบริเวณปากลำห้วยที่ไหลออกมาบรรจบกับแม่น้ำน่านหรือบริเวณใกล้ทาง เดินเข้าหมู่บ้านหรืชุมชนที่สะดวก ช่างขุดเรือจะทำการตบแต่งให้เป็นเรือแข่งที่สมบูรณ์ต่อไป ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าสมัยก่อนนั้นเส้นทางคมนาคมเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม้ตะเคียนแต่ละต้นในสมัยก่อนนั้นมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก การดำเนินการดังกล่าวเป็นการวางแผนล่วงหน้า ว่าจะทำอย่างไรให้การชักลากไม้ให้สะดวกและมีน้ำหนักน้อยที่สุด ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าในการวางแผนล่วงหน้าของบรรพบุรุษชาวน่านในการ ขุดเรือแข่ง
เรื่องราวของอิทธิปาฏิหาริย์ของเจ้าแม่ตะเคียนหรือ เจ้าป่าเจ้าเขา มีเรื่องเล่าขวัญสืบทอดกันมาเสมอ เช่น ต้นตะเคียนเมื่อโค่นล้มลงมาแล้วลงขึ้นรถบรรทุกเดินทางออกจากป่ามายังถนนใหญ่ รถบรรทุกเครื่องยนต์เกิดดับ ไม่สามารถที่จะเคลื่อนออกมาได้ โดยไม่ทราบสาเหตุและหาสาเหตุที่เครื่องยนต์ขัดข้องก็ไม่พบผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) และคณะกรรมการหมู่บ้านต้องกลับไปจุดธูปบอกกล่าวอัญเชิญขอขมาและบนบานไว้ว่า เมื่อสามารถบรรทุกไม้กลับไปถึงหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว ทางคณะผู้นำหมู่บ้านจะนำเครื่องสังเวยมาเซ่นไหว้อีกครั้งหนึ่ง เป็นที่น่าอัศจรรย์ เครื่องรถยนต์ที่ดับก็สามารถติดเครื่องทำงานได้และชักลากต้นตะเคียนเดินทาง มาถึงหมู่บ้านด้วยความปลอดภัย นอกจากนี้ในช่วงที่รถบรรทุกไม้อยู่ในระหว่างการเดินทางในป่าจะมีสัตว์ป่า หลายชนิดวิ่งผ่านตัดหน้ารถหรือวิ่งตามรถบรรทุกไม่ว่าจะเป็น อีเก้ง อีเห็น งู พังพอน กระต่าย ฯลฯ ตลอดเส้นทางจนกระทั่งมาถึงหมู่บ้าน
ในทำนองเดียวกันระหว่างการทำพิธีกรรมขอขมาเรือแข่ง ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะทำพิธีขอขมาบาลศาลกล่าว โดยการตั้งศาลเพียงตานำเครื่องเซ่นไหว้ไปวางบนศาลเพียงตา ซึ่งตั้งอยู่ในโรงเก็บเรือแข่ง เครื่องเซ่นไหว้จะมีพวกขนม อาหารความ หวาน ระหว่างทำพิธีขอขมาบนบานศาลกล่าวจะไม่มีมด แมลงมาไต่ตอมอาหารนั้นเลย แม้แต่ตัวเดียว แต่หลังจากทำพิธีขอขมาบาบานศาลกล่าวเสร็จแล้ว เพียงไม่ถึงนาที มด แมลง ฝูงสัตว์ เล็ก ๆ อื่นจะขึ้นมาไต่ตอมเครื่องเซ่นไหว้ทันที

๒. พิธีกรรมการอัญเชิญเจ้าแม่ตะเคียนให้ไปสิงสถิตในเรือแข่งของหมู่บ้าน
หมู่บ้านหรือชุมชนใด ได้ชักลากไม้ตะเคียนมาเพื่อทำการขุดเรือแข่ง จะต้องมีพิธีกรรมอัญเชิญเจ้าแม่ตะเคียนหรือแม่ย่านางมาสิงสถิตอยู่ในเรือ แข่งซึ่งจะอัญเชิญจากตอไม้ตะเคียนที่ตัดแล้ว ผู้ทำพิธี (เข้าจ้ำ) จะนำเอาด้ายสายสิญจน์ ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว กล้วยน้ำว้าสุก ดอกไม้ ธูป เทียน บรรจุลงในกรวยใบตองแล้วนำไปประกอบพิธีกรรมบริเวณตรงตอต้นตะเคียน โดยการผูกวนแบบทักขิณาวัฏ (วนทางขวา) ๓ รอบ เสร็จแล้วนำด้ายสายสิญจน์มาวางบนพานบรรจุดอกไม้ กล้วยน้ำว้าสุก ข้าวเหนียว เสื้อผ้า กระจก แป้ง หวี น้ำอบ น้ำหอม จากนั้นจุดรูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม แล้วยกพานทูนขึ้นเหนือศรีษะ กล่าวขึ้นว่า “ณ ตั้งแต่นี้ไปขออันเจินหื้อตั๋วเจ้าแม่ แม่ย่านาง มาอยู่ที่เส้นด้ายสายสิญจน์เส้นนี้เน้อ เพื่อหมู่เฮาจะเจินเจ้าแม่ไปอยู่ที่เฮียแข่งเน้อเจ้า” (ขออัญเชิญ เจ้าแม่ไม้ตะเคียนมาเป็นเจ้าแม่ย่านางเรือแข่ง ให้มาสิงสถิตอยู่ในด้ายสายสิญจน์เส้นนี้เทอญ) รอเวลาจนกระทั่งธูปและเทียนไหม้จนหมดเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการวาไม้เสี่ยงทาย ถ้าหากไม้เสี่ยงทายยาวออกไปเดิม ถือว่าแม่ย่านางยินยอมที่จะมาสิงสถิตอยู่ในเส้นด้ายสายสิญจน์ แต่ถ้าหากว่าไม้เสี่ยงทาย มีความยาวเท่าเดิม ก็ถือเสมือนว่าแม่ย่านางไม่มีความประสงค์ที่จะไปสถิตเป็นแม่ย่านาง หรือแม่ย่านางยังไม่ยินยอมที่จะไปสิงสถิตเป็นแม่ย่านางประจำเรือแข่งลำนั้น ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) ก็จะกล่าวย้ำขอขมา อัญเชิญอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้อาจจะต้องมีการบนบานจะถวายเครื่องเซ่นไหว้ จนกระทั่งการวาไม้เสี่ยงทายยาวออกไปจากเดิมแสดงว่าแม่ย่านางยินยอม เครื่องเซ่นไหว้ก็ได้แก่ หัวหมู ไก่ต้มสุราขาว เป็นต้น สำหรับระยะเวลาในการทำพิธีกรรมอัญเชิญแม่ย่านางลงสู่ด้ายสายสิญจน์จะใช้เวลา ประมาณ ๑ – ๒ ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นก็ม้วนด้ายสายสิญจน์และนำมาวางบนพาน เมื่อเดินทางมาถึงที่หมู่บ้านหรือชุมชนแล้วก็จะนำพานที่มีเสื้อผ้า กระจก แป้ง หวี น้ำอบน้ำหอม และด้ายสายสิญจน์มาวางไว้บนไม้ตะเคียน แล้วบอกกล่าวอัญเชิญเจ้าแม่ตะเคียนให้มาสิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ตะเคียนต้นนั้น หลังจากนั้นก็นำพานที่ใส่เสื้อผ้า กระจก แป้ง หวี น้ำอบ น้ำหอม และด้ายสายสิญจน์ไปเก็บไว้ที่ศาลเพียงตา ซึ่งสร้างให้อยู่บริเวณใกล้เคียงกับไม้ตะเคียนที่ตัดไว้ รอเวลาที่จะต้องหาฤกษ์งามยามดีที่จะทำการขุดเรือแข่งต่อไป

๓.พีธีกรรมการขอขมาเจ้าแม่ตะเคียนเพื่อทำการขุดเรือแข่ง
ก่อนที่จะทำการขุดเรือแข่ง ผู้นำหมู่บ้าน ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) คณะกรรมการหมู่บ้าน จะหาวัน เวลา และฤกษ์งามยามดีที่เหมาะสมที่สุดเพื่อที่จะทำการขุดเรือแข่งบางหมู่บ้านที่ ต้องการ จะเสริมสร้างสิริมงคลให้กับหมู่บ้านตนเองแลเป้นการรับขวัญไม้ตะเคียน และเจ้าแม่ตะเคียนที่มีความเชื่อว่าสิงสถิตอยู่ที่ไม้ตะเคียน ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็จะทำการสืบชะตาหมู่บ้าน และ สืบชะตาไม้ตะเคียนที่ จะนำไปขุดเรือแข่ง โดยที่จะเริ่มโยงด้ายสายสิญจน์ จากบ้านหลังหนึ่งไปอีกบ้านหลังหนึ่งต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ จนครบทุกหลังคาเรือนทั้งหมู่บ้าน แล้วผูกโยงด้ายสายสิญจน์มารวมกัน นำไปล้อมรอบต้นไม้ตะเคียนที่จะขุดเรือแข่งแล้วโยงไปยังอุโบสถของวัดประจำ หมู่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ที่จะใช้ประกอบพิธีกรรมหลักจากนั้นก็จะนิมนต์พระ สงฆ์ ๙ รูป มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและสืบชะตาบ้าน ซึ่งเป็นพิธีกรรมความเชื่อของประชาชนทางภาคเหนือ เมื่อเสร็จพิธีการสืบชะตาหมู่บ้าน และไม้ตะเคียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านจะมาทำพิธีจุดธูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม นำพานดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย พานที่เสื้อผ้า กระจก แป้ง หวี ด้ายสายสิญจน์ น้ำอบ น้ำหอม เครื่องเซ่นไหว้มาขอขมาเจ้าแม่เคียนเพื่อจำทำการขุดเรือแข่ง โดยจะประกอบพิธีกรรมบริเวณใกล้ๆ ต้นไม้ตะเคียน ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะเป็นผู้นำในการกล่าวเซ่นไหว้ขอขมา แล้วขออัญเชิญ เจ้าแม่ตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ต้นไม้ตะเคียนนั้น ขึ้นไปประทับที่ศาลเพียงตาก่อน หลังจากนั้นก็น้ำรูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม ไปปักไว้บริเวณตรงโคนต้นไม้ตะเคียนรอจนกระทั้งรูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม ไหม้จนหมดก้านแล้วจึงนำเครื่องเซ่นไหว้ พานดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย พานสำหรับใส่เสื้อผ้า กระจก แป้ง หวี ด้ายสายสิญจน์ไปวาง ณ ที่ประทับของเจ้าแม่ตะเคียน ที่ศาลเพียงตา เมื่อช่างขุดเรือแข่งได้ทำการขุดเรือแข่งเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงอัญเชิญเจ้าแม่ตะเคียนสิงสถิตในเรือแข่งอีกครั้งหนึ่ง

๔. พิธีกรรมการอัญเชิญเจ้าแม่ตะเคียนมาสิงสถิตในเรือแข่ง
เมื่อ ช่างชุดเรือได้ขุดเรือแข่ง ช่างศิลปะวาดลวดลายพร้อมกับระบายสี่เสร็จเรียบร้อยแล้วผู้นำหมู่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านและผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะทำพิธีกรรมการอัญเชิญ เจ้าแม่ไม้ตะเคียนที่สถิตอยู่ ณ บริเวณศาลเพียงตา ให้มาสิงสถิตในเรือแข่ง โดยที่ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะเอาพานที่เสื้อผ้า แป้ง กระจก หวี ที่เคยนำมาวางไว้ไว้ที่ศาลเพียงตา มาทูนไว้เหนือศรีษะและเริ่มพิธีกรรม โดยการจุดรูป ๙ ดอก พร้อมกับนำดอกไม้ธูปเทียน ไปวางถวาย และจะกล่าวอัญเชิญเจ้าแม่ไม้ตะเคียนว่า
ณ เต้าแต่นี้ไป ไม้ตะเคียน ที่หมู่บ้านเฮาได้ขอเจ้าแม่มาไว้แล้วทำการบกเปิดเฮียแข่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ของเมืองน่านเฮา ที่เท่าที่มีมาแต่โบราณกาลเมินมาแล้ว บัดนี้หมู่เฮาได้หื้อสล่าทำการบกเป็นเฮียแข่งเสร็จเรียบร้อย จึงขออัญเจิญหื้อตั๋วเจ้าแม่นางไปสิงสถิตประจำอยู่เฮียแข่งเน้อเจ้า”(ณ ตั้งแต่บัดนี้ไป ไม้ตะเคียนที่หมู่บ้านของเราได้ขอเจ้าแม่ไม้ตะเคียนมาไว้ แล้ได้ทำการขุดเป็นเรือแข่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลนาน แล้ว บัดนี้พวกเราได้ดำเนินการให้ช่างขุดเรือแข่งดำเนินการขุดเป็นเรือแข่งเสร็จ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขออัญเชิญเจ้าแม่ไม้ตะเคียนไปสิงสถิตประจำอยู่ ณ เรือนแข่งลำนี้เทอญ
หลังจากนั้น ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) ก็จะนำพานที่ใส่เสื้อผ้า กระจก แป้ง หวี มาวางไว้บริเวณด้านหัวของเรือแข่งรอจนกระทั้งรูป ๙ ดอก มอดดับลงไปก็เป็นอันว่าเป็นพิธีกรรม

๕.พิธีกรรมการบายศรีสู่ขวัญเรือแข่ง
ก่อนที่จะถึงเทศกาลแข่งเรือ หรือก่อนที่จะนำเรือแข่งลงสู่แม่น้ำน่าน หรือเมื่อเสร็จสิ้นฤดูกาลแข่งเรือก่อนที่จะนำเรือแข่งไปเก็บในโรงเก็บเรือ หมู่บ้าน-ชุมชนที่มีเรือแข่งจะมีพิธีกรรมการบายศรีสู่ขวัญเรือแข่ง โดยที่ชาวบ้านจะช่วยกันนำเอากัญญาหัวหรือแก๋นหัวหรือโงนหัวกัญญาท้ายหรือแก๋ นท้าย หรือโงนหาง หัวเรือและหางวรรณมาสวมเข้ากับลำเรือแข่ง ช่วยกันตกแต่งด้วยพวงมาลัย ดอกไม้ หลังจากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันจัดทำเครื่องบายศรีสู่ขวัญเรือ อันประกอบด้วย พานบายศรี สายสิญจน์ หัวหมูที่ต้มสุกแล้ว ๑ – ๒ หัว ไก่พื้นเมืองต้มสุก ๑ ตัว เหล้าขาว ข้าวดอก ดอกไม้ ขนม อ้อย ข้าวเหนียว ไข่ต้ม ธูป เทียน ข้าวแต๋น ฯลฯ นอกจากนั้น แล้วจะช่วยกันทำ กระทงใบตอง โดยตัดเอาหัวหมู ไก่ เหล้าขาว ข้าวดอก ดอกไม้ ขนม ข้าวเหนียว ไข่ต้ม ธูป เทียน ข้าวแต๋น ใส่ในกระทงจำนวน ๒ กระทง แล้วนำไปวางไว้ด้านหัวของกัญญาหัวหรือแก๋นคอหรือโงนหัว และด้านท้ายของกัญญาท้ายหรือแก๋นท้ายหรือโงนหาง และจะเริ่มพิธีกรรมโดยจะอัญเชิญเจ้าแม่ได้ตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ในลำเรือ แข่งมารับเครื่องบายศรีสู่ขวัญดังกล่าว โดยที่หมดสู่ขวัญจะทำการจุดธูป ๙ ดอก นำไปปักไว้บนกัญญาหัว และกัญญาท้าย แล้วกล่าวอัญเชิญว่า
ณ บัดนี้ ขออัญเจิน ๓๒ ขวัญของเจ้าแม่เจ้าโปรดมารับ มาอาของตี้ชาวบ้านหมู่เฮาได้จัดเตรียมถวาย หลังจากตี้เจินชักเจ้ามาจากป่าดงพงลึกได้ทำการตกแต่งเป็นเฮียแข่งรูปงามแล้ว ก็ขออัญเจนเจ้ามารับ มารองเอาของกิ๋นตั้งหลายตั้งปวงหมู่นี้เน้อเจ้า” (ณ บัดนี้ ขออัญเชิญ ขวัญ ๓๒ ขวัญของเจ้าแม่ไม้ตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ที่เรือแข่งโปรดมารับเอาของที่ชาว บ้านพวกเราในหมู่บ้านนี้ ได้ทำการตกแต่งเครื่องบายศรีสู่ขวัญนี้ หลังจากที่พวกเราได้ทำขุดเรือแข่งเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ขออัญเชิญให้เจ้าแม่ไม้ตะเคียนโปรดมารับเอาสิ่งของที่นำมาถวายเทอญ
ในทำนองเดียวกัน จะมีการเตรียมน้ำส้มป่อย หรือน้ำอบ น้ำหอมเพื่อประพรม และจะมีการกล่าวอัญเชิญ โดยจะกล่าวเป็นทำนองสู่ขวัญตามภูมิปัญญาชาวเหนือตัวอย่างเช่น
คำสู่ขวัญของพ่อครูคำผาย นุปิง ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๘
...พุทธ...โธ...มังกะลาสัมพุทธโธ คัมสัมพุทธโธ ติปาโต๊ะ ธรรมโม พุทธังมังกะลามาสัมมา...ธรรมมา...สะปะตุคา...ปะมูลจะเล...ธรรมโม...มังกะลา สัมพุทธโธ กรรมวิโลอุตตุ... โลอันธรรมมังคะลามาธรรมสะปะสู่สะปะพยาปะมูลจะเล...สังโฆ...มังคะลาสัมพุทธโอ ตะถิยา โย อานุตะโลสังคะมังกะลามากรรมม้ามจับว่าโลกา ปะมูลจะเล...สี...สี อัตจะนัย วันนี้ก็หากเป็น วันดีล้ำเลิศปลูกต้นกล้วยเกิดเป็นเครือดำ ก็หากเป็นได้วันนี้ เล่มเงินสามคำเปาแล้ว ก็หากเต็มมาเหือนเก่า ก็หากแม่นได้วันนี่... ยามเมื่อเจ้าจักเกิดมาเป็นหน่วยเสียก่อนแก่แล้วหล่อนตกดิน สัตว์บ่กิ๋นจึงงอกเป็นกล้าเขียวงามปี๋เดือนตามเป็นมากลักกะนาหากเปิงปาวอยู่ ในสัณฐานด้นด้าวลมปัดโน้มเนือบน้าวไปมา...ฝูงหมู่ข้านี่หนาก็แฝงใฝ่ไขได้ไม้ ใหญ่มาแป๋งเฮียไปตั๋นเหนือก้อยบ่ได้ไปตั้งใต้ก้อยเหลือแฮง...จึงแสวงมาลอด สอดดั้นมาหันมาลำต้นลาบล้วนดูใหญ่อ้วนปอดำ...จิ่งปากั่นปิกมาเอาพร้าและมุ ยไปตั้งจ่อ ตั้งข้าวห่อและพริกเกลือ เพื่อจะฟันเอ่าเจ้าเมื้อไว้บ้านจึงก่อแลกตาน...กะทำไปตัดฟันบั่นเก๊าเถือก ถามเข้าถองใจ...เจ้าก็ต้าวลงไป อาดลาด...ปลายเจ้าพาดแผ้วดินบ่มีมลทินสักแห่ง งามปอแป๋งเหลือตำแปงเป็นวา---หยาดสิบสาม วาขาดตัดสินก็มาเปี่ยงปลิ้นพัดผ่อก็มางาม แต่หนอปอตำ...จิ้งปากั่นลากมาไว้ดี่บ้านจึงก่อแลกตาน กะทำไปถะเถือนถะเอาเปลือกเลือกเอาแก๋นใจ...ต๋าน้อยต๋าใหญ่ต๋าขึดไหล่ยายกลาง ต๋าสับคางเป็นเงือกต๋าปุ่มเปลือกกิ่นคนกะบ่มีจิ่มเจ้า...มีตี่แต่ตี่นั่งพระ เจ้าต๋าเดียว...ต๋าแลเหลียวแก่นกั่ง คนตะฝั่งผ่อเล็งมา เขาก้เรียกว่ามหานาวา...เล่ม...ใหญ่...เจ้ามาเกยอยู่ดงป่าเป็นป่าไม้เขาเอา เจ้ามาไว้เป็นศิริมงคล ฝูงหมู่คน...ไปเอาเจ้ามาไว้ แป๋งเฮีย คนบ้านใต้บ้านเหนือมาผ่อก็มางามแต่หนอจับตา...ขอหื้อเจ้าฮักษาคนในหมู่บ้าน เข้าจึงมาห้างบายศรี งามดีสะอาดมีตั้งผ้าปาดและผ้าสี...มีตั้งกล้าตะนี หน่วยกล้วยหมากปูปูนส้วยมีตั้งข้าวหนมอีตูใส่น้ำอ้อยแต่งไว้จู่ประการ...จู่ ประการ จักทูนนึ่งสุกอ่อนกิ๋นลำแว่นหวีตั้งพร่ำพร้อม มีตั้งดอกตะล้อมแลขาวแดง ดอกปุดแปงปลูกไว้ดอกเข็มใต้หากดูงาม ...ขอสามสิบสองขวัญเจ้าจงมา...มะมา ก่อนเตอะ...สามสิบสองขวัญแห่งเจ้าจงมาเสวย ขอขวัญเจ้ามาอมเมี้ยงและเกี้ยวหมาก กิ๋นแล้วบ่ดีหื้อหนี้ไปไหน ขอหื้อเจ้าไปเหมือนงู...หื้อเจ้าพุ่งเหมือนห่าน...หื้อเปิ้นเล่าขานเต็ม เมือง หื้อชนะเปิ้นตั้งเหนือ หื้อเจ้าเหนือกว่าเปิ้นตั้งใต้เน้อแม่นางไว้ขวัญเจ้าจงมามาก่อนเตอะ...
กูก...มาสัมพุทธโธมาเตอะมา สามสิบสองขวัญไปอยู่ป่าไม้ดงหนา ไปอยู่ป่าคาลึกกว้างกะข้าจะเรียกร้องสามสิบสอบขวัญเจ้า มานี่พร้อมแล้วมักอันแด กะจะปักฮักอันแด กะจะป้อน มีนี่พร่ำพร้อมพลมวน ขอหื้อฮักษาลูกปาตั้งแต่นี่ไปหน้าขวัญกล้าเหมือนฮ่มโพธิ์ฮ่มไทรจูงจักเที่ยง แท้ดีหลิเตอะ...(ย้ำ)...(๓ จบ)...พุทธ...โธ
คำสู่ขวัญของนายหมื่น ในราช บ้านน้ำครกเก่า อ.เมือง. จ.น่าน
...พุทธโธ...สัมพุทธโธมังคละ สัมพุทธโธ... (๓ จบ) สี...สี...สัดสันดีกำเนิดไม้ต้นนี่เงือกเกดหัวปี๋อยู่ดอยดงลีห้วยใหญ่ลมปัด ไขวใบบาน เขาก็ได้สมกะจักเอามาแป๋งเรือนำวาใหญ่กว้าง...แล้วก็บกลงหื้อกว้างไว้เป็น ตี่ข้ามไปมา ข้ามนาวาหื้อป้น ลอดไปมา...กลางวังเสียงดังเปิ้นเล่น ขวัญนาวาอย่าได้ตื่นเต้นตกใจ สามสิบสองขวัญหื้อมาอยู่กับนาวา ขอเจินลงมากินกุ๊กกู ไก่ต้ม มีตั้งข้าวต้ม หนมหวานเลี้ยง เครื่องย่อง ของประดับและเสื้อแล้อ่อนผืนงาม สามสิบสองขวัญหื้อมาสูบบุหรี่และอมเมี้ยง ของเลื้ยงหาก มีจู่อันอัน... ของกิ๋นลำหากมีหื้อหร้อมเลี้ยง ของเลี้ยงหากมีหลายจิ้น ปลา ยายใส่โตกพร้อมขันเหล้าปอปันใส่ด้วย ของกิ๋นเลี้ยงแม่นาวา ขอปันมาลอดอย่าได้ ล้มเมื่อจอด หื้อไปลอดมาดี สามสืบสองขวัญเจ้า หื้อมามูนนั่งเต้าเป็นเศรษฐี มั่งมีบุญเป็นเจ้า สามสิบสองขวัญแห่งนาวาอย่าได้ฝั่ง...เมื่อเอาอย่าได้ฝั่งเอาพายถอก ยันขึ้นหากสามสิบสองขวัญบ่หื้อหลงสลั่งพลาดพรั่งตกใจกลัว สามสิบสองขวัญเจ้าอยู่ป่าไม้ดงตั๋นแก่นวอกนางนี วิ่งเต้นเดี่ยวเขาก็เอานาวามาลงเล่นขี้นเหนือ ล่องใต้ตี่เหยียดน้ำวังใสไปไหนหื้อมาหื้อปันลอดเมื่อคนเข้าออกนาวา อย่าได้ตกใจกลัวล้มหล่อ อย่าได้แตกบ้างขจัดขจายเป็นวุ่นเป็นวาย ตกใจสดุ้งจิตแตกฟุ้งอยู่ก่อนนั้นจะใหญ่หื้อกึ้ดใจไขว่ผ่อฆ้องและก๋อง สามสิบสอง ขวัญหื้อมาอยู่ หอลงเลาก่อนเตอะ...ถูก...ขวัญมาเนอะ สามสิบสองขวัญนาวาแห่งเจ้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวมาอยู่กับเฮียกับลำ...
แม้นว่า สามสิบสองขวัญนาวาและก้าวของโลกหากมารักษายามเมื่อไปมากะเอานาวาไปแข่งเล่น บ่หื้อหลีกเว้นสักปี๋ ขอหื้อสามสิบสองขวัญแห่งเจ้าจงเสวยสุราและยังไก่ต้ม เพื่อว่าจักเลี้ยงสามสิบสองขวัญแห่งนาวาขอเจินมา กุ๊ข้าวกุ๊ขวัญก่อนเตอะ...กูก...ขวัญมา...ขวัญมา...ขวัญมาเน้อเจ้า...
อันว่าแผนปัททวีอันหนา สังขยาอันใหญ่...เขาหันใส่ไม้ต้นนี่ใหญ่งามดี..เขาเอามาแป๋งเฮียไว้เล่น เขาก็เอาถากซ้อมเลางาม แป๋งเป็นรูปนาคสวยงามใส่กันยาเลื้อมมาบมาบ ดูงามต๋าแต่นรูปเครือวันใส่สร้อยย้อยลงโตยกาง เจ้าก็ได้ยินเสียงฆ้งตี๊ก่องและแตรตะแล ขำตี๋แหกนำพายขี้นเหนือล่องใต้ไปมาคนตั้งหลาย เขาก็เอามาผ่อหื้อม้วนดูงามต๋าเป็นว่าสนุกอันใหญ่ถึงปีไขว้มาเติ้ง เขาก็เอาเจ้าลงแข่งเล่นม่วนตามประเพณี คนตั้งหลายก็นิยมเอาเจ้าลงเล่น สามสิบสองขวัญแห่งนาวา กิ๋นข้าวน้ำโภชนะอาหารก่อนเต๊อะ...กูกขวัญมา... (๓ จบ )
คำสู่ขวัญเรือ ของอาจารย์ประจักษ์ กาวี บ้านท่าดอนไชย อ.เวียงสา จ.น่าน
....“ศรีศรีอัชชะในวันนี้ก็เป็นวันดียามเมื่อหนที เจ้าก็เกิดเป็นหน่วย(ผล) เสียก่อนแล้วขวัญเจ้าก็หล่อ(หล่น)ลงดิน สัตว์ป่าหัน(เห็น)บ่กินจึงออก เป็นกล้างอกเขียวดูงาม ปีเดือนตามเมิน(นาน) มากคณาหากหลวงหลาย หมู่ข้านี้ก็หมายมาแฝงใฝ่ มีใจใคร่ได้ไม้ไหม่มาแป๋งเรือ (ชุดเรือ) พากันไปป่าทางเหนือก็บ่อได้ พากันไปป่าทางใต้ก็บ่มี ไปป่าทางวันตก (ทิศตะวันตก) ก็เป็นผีเปรต ไปทางตะวันออก(ทิศตะวันออก) ก็เป็นทุกขะเวทนา เอาพร้าและขวานหกพอคม ทังข้าวห่อกับพริกและกลือเพื่อจักฟันเอาเจ้าเมือไว้บ้าน ก่อแรกตั้งกระทำ บุกไปฟันบั่นเคล้า(โคนต้น) เถือถากเข้าถึงกลางใจเจ้าก็ยังท่าว(ล้ม) ลงไปอาดลาด ปลายเจ้าก็ฟาดลงแผว(ถึง) ดิน ลำต้นบ่มีมลทินสักแห่ง ลำเลา (ลำต้นตรง) พอแบ่งเหลือตา แบ่งเป็นวายาวขนาด สิบสามวายาวอาดตัดสิน (ตัดแต่ง) แล้วมาเพ่งพิศงำผ่อ(ดู) ลำต้นจ้างามแท้นอพอตา จึงเอาช้างผู้เอกงางอน ลากเอาขอนเจ้ามาไว้บ้านก็แรกตั้งจักบั้นฟันเถือถากเจ้าเอาแต่แก่นใจ ตาขึดใน ตาน้อย ตาใหญ่ ตาขึดไขว่ลายกลาง ตาสับข้างเป็นเหงือกตาปุ้มเปลือกกินคน ตาก๊าน(แพ้) คนเมื่อแข่ง ตาเหล่านี้บ่มีจิ้มเจ้า มีแต่ตาที่นั่งพระเจ้าตนเดียวตาสาวน้อยเหลี่ยวแก๊นกั่ง(สะดุ้งตกใจ) ตามแม่ร้างฟั่ง(รีบ) มาเหน็บดอกไม้ ตาแม่หม้ายฟั่งมาเชยชมตาที่ผู้คนมาหลากหลายผ่อ เอาดอกกัญญาหัวแต้มวาด ผ่อเอาหัวพญานาดเขี้ยวฟอง ผ่อเอาดอกกัญญาท้ายคนยองอกแอ่น ผ่อเอาลายดอกแผน(กราบเรือ) มาดี ผ่อเอาตอนเจ้าหนีโอกขะโยก (พุ่งทะยาน) ผ่อเอาช่อน้อยโบกกลางนาวา ผ่อเอาตอนเจ้ามัดกัญญาคู่ตอนสู้ ผ่อเอาลำก้านที่เป็นคู่กลมล่ง ผ่อเอาช่อธงกวัดแกว่ง ผ่อเอาโขนเรือแบ่งเก้ากัญญา ผ่อเอาแซ่(สลัก) กะหลัด(ขัด)หาเป็นมอก(ขนาด) ผ่อเอาหมากผู้พอกเหน็บ ผ่อเอาไม้พายงัดข้อ ผ่อเอาลูกเรือถ่อหื้อเร็วเร่งร้อย ผ่อเอาก๋วยสลากสร้อยติดกับธง ผ่อเอาดอกสะเก๊งดงเหลืออร่าม สามสิบสองขวัญเจ้าจู่งมา ฯลฯ แล้วขวัญขวางรักษาคนพายดึง (รวมทั้ง) คนนั่งหัวยองท้าย และพายกลาง หื้อมีพละกำลังดั่งช้างสารตกมัน พายนึ่งกำ (หนึ่งครั้ง) พุ่งเพียงศอกพายสองกำออกเพียงวา พายสามกำล้ำหน้าเขาไปกึ่งโยชน์ ขอหื้อเจ้าไปโดดเหมือนพญานาคน้ำ ฯลฯ ชนะเปิ้น (ชนะเขา) สุดเหล้มลำนั้นก่อนเทอญ....(๓ จบ )
หลังจากที่หมอบายศรีสู่ขวัญได้ทำการกล่าวอัญเชิญขวัญ เจ้าแม่ไม้ตะเคียนเสร็จแล้วจะเป็นผู้นำเอาด้ายสายสิญจน์ไปมัดไว้บริเวณกัญญา หัวหรือแก๋นหัว และมัดบริเวณกัญญาท้ายหรือแก๋นท้ายแล้วนิมนต์เจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้านนั้นมา เจิม บริเวณหัวเรือ(หัวโอ้) และหางวรรณ หลังจากนั้นนั้นผู้นำและคณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้เฒ่า ผู้แก่ ชาวบ้านทุก ๆ คน ที่มาร่วมในพิธีนี้จะนำเอาด้ายสายสิญจน์ไปผูกมัดรวมกันไว้ที่กัญญาหัวหรือ แก๋นหัวและบริเวณกัญญาท้ายหรือแก๋นท้าย ประพรม น้ำส้มป่อยหรือน้ำอบน้ำหอม ขณะทำพิธีจะมีการ ตีฆ้อง ตีกลาง ดีปาน เป่าแน ประกอบพิธี เป็นอันเสร็จพิธีกรรมการบายศรีสู่ขวัญเรือแข่งซึ่งจะใช้เวลาประมาณ ๒ – ๓ ชั่วโมง

๖. พิธีกรรมการอัญเชิญเรือแข่งลงสู่แม่น้ำ
สมัยก่อนนั้น เรือข่งเกือบทุกลำของจังหวัดน่านจะเป็นเรือแข่งขี้ขะย้าเสียส่วนมาก ซึ่งเรือแข่งขี้ขะย้าจะหนักและมีความหนามาก ดังนั้น การชักลากเรือแข่งจะใช้แรงคนลากขึ้น-ลงจากโรงเก็บเรือและพายไปตามลำน้ำน่าน เพื่อเดินทางไปยังท่าน้ำที่ใช้แข่งขันเรือ ปัจจุบันจะนิยมขนเรือโดยการยกเรือแข่งขึ้นใส่เปลเรือและใช้รถยนต์ลากไปยัง ท่าน้ำน่านที่ใช้ในการแข่งเรือประเพณี เพราะว่าเรือแข่งปัจจุบันนี้จะบางและมีน้ำหนักเบาหากโดนกระแทกแรงๆ แล้วจะทำห้เรือแข่งเสียรูปทรงได้ง่าย อีกทั้งยังป็นกิจกรรมการอบอุ่นร่างกายเพื่อเตรียมตัวก่อนจะแข่งขัน
เมื่อถึงฤดูกาลของการแข่งเรือประเพณี หมู่บ้านหรือชุมชนที่มีเรือแข่ง จะทำพิธีกรรมการอัญเชิญเรือแข่งลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อทำการฝึกซ้อมและแข่งขัน โดยที่คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้ทำพิธี(ข้าวจ้ำ)จะหาฤกษ์งามยามดี (วัน เวลา ที่เป็นมงคล และถูกโฉลกกับเรือแข่งลำนั้น) โดยจะบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ประกอบด้วยเทวดาอารักษ์ที่สิงสถิตบริเวณโรงเก็บเรือแข่ง พระแม่ธรณี ท่านท้าวทั้ง ๔ โดยจะมีการจัดทำกระทงใบตอง (สะตวง) ข้างในบรรจุข้าวเหนียว ขนม กล้วยน้ำว้า ดอกไม้ ธูปเทียน จำนวน ๖ กระทง การทำพิธีกรรมในขั้นตอนนี้ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะจุดธูป ๙ ดอก กล่าวอัญเชิญพระแม่ธรณีให้รับรู้ แล้วจึงจะอัญเชิญเทวดาที่สิงสถิตบริเวณโรงเก็บเรือแข่ง ต่อจากนั้นจะกล่าวอัญเชิญท่านท้าวทั้ง ๕ ระหว่างพิธีกรรมอัญเชิญนั้น จะจุดเทียน ๔ เล่ม ปักไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ล้อมรอบบริเวณที่ประกอบพิธีกรรม เมื่อบอกกล่าวและอัญเชิญเจ้าที่เจ้าทางเสร็จเรียบร้อยแล้ส ก็จะดำเนินการสืบชะตา ซึ่งประกอบด้วย เครื่องสืบชะตา เครื่องใหญ่ทั้งชุด ดำเนินการประกอบพิธีโดย พระ ๗ รูป หรือ ๙ รูป สวดชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ หลังจากที่พระสงฆ์ดำเนินพิธีการทางศาสนา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมาประกอบพิธีกรรมการบายศรีสู่ขวัญเรือแข่ง โดยจัดตั้งเครื่องบายศรีสู่ขวัญไว้บริเวณด้านหน้าของเรือแข่ง เมื่อกระทำพิธีกรรมการบายศรีสู่ขวัญเรือแข่งเสร็จ จะมีการกล่าวบนบานศาลกล่าวกับเจ้าแม่ไม้ตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ในเรือข่งว่า “ถ้าหากว่าทำให้เรือแข่งชนะในการแข่งขันแล้ว ได้รับรางวัลชนะเลิศ หรือได้รับรางวัลอื่นๆ จะมีการถวายสิ่งของที่โปรดโดยการวาไม้เสี่ยงทาย สำหรับพิธีกรรมต่อมาจะเป็นพิธีกรรมขออัญเชิญเจ้าแม่ไม้ตะเคียนลงสู่แม่น้ำ โดยการนำดอกไม้สีเหลือง สีขาว หรือสีอื่นๆ (ยกเว้นเรือแข่งบางลำที่เจ้าแม่ ไม้ตะคียนไม่ชอบสีดังกล่าวต้องหลีกเลี่ยง) ธูป เทียน ข้าวเหนียวนึ่งสุกคลุกกับงาดำ นำมาปั้นเป็นก้อนบรรจุลงในกะทงใบตอง ถือกระทงใบตองนั้นไปบอกกล่าวอัญเชิญ ณ บริเวณด้านหัวของเรือแข่งว่า”ขอเจินตั๋วแม่ย่านางลงสู่แม่น้ำน่าน เจ้าแม่น้ำคงคาในวันนี้ด้วยเน้อเจ้า” (ขออัญเชิญตัวเจ้าแม่ย่านางลงสู่แม่น้ำน่าน ในวันนี้ ณ บัดนี้ด้วยเทอญ) หลังจากนั้นบรรดาฝีพายก็จะพากันยกเรือแข่งลงสู่แม่น้ำพร้อมกับเปล่งเสียง ไชโยๆๆเพื่อปลุกกำลังใจให้ฝีพายมีความหึกเหิมเพื่อรวมใจฝีพายให้เป็นหนึ่ง เดียวเพื่อนำชัยชนะมาสู่เรือแข่งลำนั้น เพื่อสร้างชือ่เสียงให้กับหมู่บ้าน-ชุมชนของตนเองต่อไป ถือว่าเป็นการเสร็จพิธีกรรมการอัญเชิญเรือแข่งลงสู่แม่น้ำ
ถ้าหากว่าเป็นเรือแข่งขี้ขะย้า ก็จะต้องทำการชักลากจูลลงไป ก่อนที่จะทำการชักลากจูง ผู้ทำพิธี (ข้าวจ้ำ) จะนำไข่ไก่พื้นเมืองสดมา ๒ ฟอง ฟองแรก จะทำการบากไข่ (ตีให้ไข่ไก่แตก) บริเวณหัวเรือตรงที่นั่งก่อนนายหัวเรือแข่งจะนั่ง และไข่ไก่อีกฟองหนึ่งจะทำการบากไข่ตรงบริเวณท้ายเรือที่นายท้ายเรือแข่งยืน

๗. ความเชื่อเรื่อง ผีเสื้อน้ำ
ผีเสื้อน้ำ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่รักษาแม่น้ำ ลำธาร ตามความเชื่อของชาวเมืองน่าน ที่สืบทอดกันมาว่าผีเสื้อน้ำจะสามารถดลบันดาลให้ผู้ที่อาศัยการสัญจรไปมา การประกอบ กิจการเกี่ยวกับน้ำให้ราบรื่น โดยมักจะบนบานเพื่อขอความคุ้มครองให้ปกปักรักษาไม่ว่าเป็นการเดินทางโดยทาง เรือ ทางแพ ตลอดจนการเดินทางเพื่อนำเรือแข่งไปแข่งเรือประเพณี ตามสนามแข่งเรือต่างๆ หรือเดินทางไปยังต่างท้องถิ่น หมู่บ้าน อำเภอ ก็จะอาศันพึ่งผีเสื้อน้ำนี้ โดยการบนก่อนที่จะดำเนิน กิจกรรมหลังจากที่ได้ประกอบกิจกรรมดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย ไม่มีอุปสรรคปัญหาใดๆ ก็จะมอบหมายให้ผู้ทำพิธี(ข้าวจ้ำ) มาเลี้ยงผีเสื้อน้ำ ตรงบริเวณที่บนไว้นั้น โดยมีพิธีเบบง่ายๆ คือ ใช้ทัยน ๒ คู่ ดอกไม้จะบนบานในเรื่องใดๆ ก็บอกกล่าวให้ผีเสื้อน้ำได้รับทราบ
ส่วนการแก้บน ก็จะมีเทียนสองคู่ กระทงใบตองหนึ่งอัน ใช้ข้าวเหนียวหนึ่งปั้น ปลาร้าหนึ่งตัว แล้วนำไปวางตรงบริเวณที่บน แล้วผู้ทำพิธี(ข้าวจ้ำ)จะจุดเทียนและเป็นผู้กล่าวว่า “สาธุ โกนโต เตวา สังขาโย บูชา เทพเจ้า มเหสิขา ตนรักษา ยังท้องน้ำนทีที่นี้ และฮ้านี้ ขอหื้อผีเสื้อน้ำ จงได้มารับรองเอายังของเสวยนี้เน้อ และก็ขอหื้อตัวผู้ข้าและพ่อแม่ พี่น้องศรัทธาหมู่บ้านได้อยู่ดีมีสุข อย่าได้มี พยาธิ กังวล อันตราย ทั้งหลายนี้แต่เตอะ
การบนและเลี้ยงผีเสื้อน้ำนี้ ส่วนมากจะประกอบพิธีที่บริเวณริมฝั่งของแม่น้ำน่านหรือแม่น้ำสาขาที่ตื้นๆ

ข้อมูลจากหนังสือ "เรือแข่งเมืองน่าน มรดกล้ำค่า" รวบรวม เรียบเรียงโดย อาจารย์ราเชนทร์ กาบคำ
เรือแข่งเมืองน่านเป็นเรือแข่ง ที่ขุดจากไม้เนื้อแข็ง ส่วนใหญ่ทำจากไม้ตะเคียนทอง มีความยาวประมาณ ๙ – ๑๒ วา( ๑๘–๓๒ เมตร ) เพราะมีความเชื่อว่า ไม้ตะเคียนเป็นต้นไม้ที่มีผีสางรุกขเทวดาอารักษ์สิงสถิตอยู่ เมื่อนำมาขุดเรือและดูแลรักษาให้ดีจะมีคุณ แต่เหตุผลที่แท้จริงไม้ตะเคียนเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ผุกร่อนง่ายอีกทั้งเป็นไม้ที่ลอยน้ำได้ดี แต่มีเรือแข่งเมืองน่าน บางลำพบว่าขุดจากไม้ชนิดอื่นแทน เช่น ไม้สัก ( เรือเทพสักทอง บ้านร้องตอง อำเภอภูเพียง ขุด พ.ศ. ๒๕๐๐ ) ,ไม้ประดู่ ( เรือคำแดงเทวี บ้านนาเตา อำเภอท่าวังผา ขุด พ.ศ. ๒๓๙๐ ) , ไม้จำปีป่า ( เรือเพชรจำปี บ้านต้นฮ่าง อำเภอท่าวังผา ขุด พ.ศ. ๒๔๙๘ ) , ไม้งิ้ว ( เรือเทพทันใจ บ้านท่าดอนไชย อำเภอเวียงสา ขุด พ.ศ. ๒๕๔๘ ) วิวัฒนาการของการขุดเรือแข่งเมืองน่าน สามารถแบ่งได้ตามลักษณะ การขุดเรือได้ ๒ ยุค ดังนี้คือ
๑. ยุคดั้งเดิมเมืองน่าน
เป็นการขุดเรือเรือแข่งแบบเก่าแก่ของ จังหวัดน่านที่ขุดโดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวคือ เมื่อได้ไม้ซุงมาแล้วก็พิจารณารูปทรง โดยทั่วไปมักจะใช้ด้านโคนของซุงเป็นหัวเรือ แต่ก็มีช่างบางคนที่ใช้ส่วนปลายซุงเป็นส่วนหัวเรือ
การขุดเรือแบบดั้งเดิม หลังจากเปิดปีกไม้เป็นรูปสี่เหลียมแล้วจะขุดด้วยสิ่วขนาดใหญ่หรือขวานโยน หรือขวานมะหลู โดยจะทำการถากไม้ซุงด้านนอกให้เป็นรูปทรงกลมของท้องเรือแข่งซึ่งลักษณะของ ท้องเรือแข่งแบบนี้จะไม่ราบเรียบ เนื่องจากมีรอยขวานถากไว้ และจะเริ่มเจาะขยายด้านในให้เป็นร่องของเรือ ลักษณะเหมือนรางใส่อาหารหมู และตรงร่องกลางจะทำเป็นสันนูนหนากว้าง ๖ – ๑๐ นิ้ว ตลอดลำเรือ ซึ่งลักษณะคล้ายกับกระดูกงูของเรือแข่งในยุคปัจจุบัน เรือแข่งแบบดั้งเดิมของเมืองน่านจะมีท้องร่องของเรือตลอดถึงความกว้างของ เนื้อไม้ระหว่างกราบด้านนอกถึงกราบด้านในกว้างและหนามาก หลังจากนั้นช่างจะใช้ไม้เนื้อแข็งหนา ๒ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว ยาว ๑๐ นิ้ว ประกบยึดติดกับด้านในของท้องเรือ ทั้งซ้ายและขวา เรียกว่า ไม้ขั้นตัน และใช้ไม้ลูกประสัก คือ การถากไม้ให้แหลมเล็กมีรูปร่างคล้ายตะปูยาวประมาณ ๓ – ๕ นิ้ว ตอกสลักยึดไว้ หลังจากนั้นใช้ไม้ที่มีความหนา ๑ นิ้ว กว้าง ๘ – ๑๐ นิ้ว มีความยาวเท่ากับความกว้างของเรือวางพาดบนไมที่มีสลักยึดไว้ เพื่อใช้เป็นที่นั่งของฝีพายเรือแข่ง
เรือแข่งเมืองน่าน จะไม่มีการวางรางเรือหรอตอหม้อเรือ แต่จะมีกราบเรือประกบทั้งสองข้าง และนำ “ขี้ขะย้า” คือ การนำเอากวาง ( ยางไม้ชนิดหนึ่งมีสีน้ำตาล ) และน้ำมันยางมาต้มให้ละลายเข้าด้วยกัน ถ้าต้องการให้ขี้ขะย้าเป็นสีขาวก็จะนำไปต้มกับไม้ผลที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว มะเฟือง ฯลฯ ในการต้มนั้นต้องสังเกตว่าขี้ขะย้าเหลวหรือข้นไปหรือไม่ ถ้าข้นก็ต้องเติมน้ำมันยางลงไป ถ้าไม่เหนียวหรือเหลวเกินไปก็เติมกาวลงไป ถ้าเห็นว่าเหมาะสมดีแล้ว ต้องรอให้ขี้ขะย้าเย็นลงแต่ต้องไม่รีบร้อนหรือเย็นเกินไปเพราะจะสามารถปั้น ให้กลมยาวเรียว และ นำไปทาบกับปิดแนวไม้ขอบด้านนอกลำเรือระหว่างลำเรือกับกราบเรือ และส่วนที่เป็นการต่อของไม้หรือ รูที่เกิดจากการขุดเรือเพื่อกันไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้ามาในตัวเรือ ซึ่งต่อมาคนเมืองน่านนิยมเรียกเรือแข่งแบบดั้งเดิมของเมืองน่านว่า “เรือขี้ขะย้า”
เนื่องจากเรือขี้ขะย้าเป็นเรือที่มีความหนาระหว่าง กราบเรือด้านนอกและกราบเรือด้านในของลำตัวเรือค่อนข้างจะหนา ( ๖ – ๑๐ นิ้ว ) โดยเฉพาะท้องเรือ ทำให้น้ำหนักของเรือมีน้ำหนักมาก ดังนั้นในสมัยก่อนชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีเรือแข่งจึงนิยมทำโรงเก็บเรือติด กับตลิ่ง เวลาจะเอาเรือลงหรือขึ้นก็ใช้แรงคนลากให้ลื่นไหลโดยใช้ต้นกล้วย กาบมะพร้าว หรือท้อนไม้ขนาดเท่าขาเป็นหมอนหนุนเพื่อให้เรือไหลลื่นง่ายขึ้น

๒. ยุคปัจจุบัน
เป็นยุคที่เริ่มนำเอาช่าง ขุดเรือมาจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะเป็นภาคกลาง หรือภาคใต้ อาทิเช่น จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก ชุมพร สุราษฎร์ธานี และจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จังหวัดกาฬสินธุ์ มาทำการขุดเรือโดยเรือแข่งลำแรกที่นำช่างจากต่างจังหวัดมาขุดคือ เรือบ้านน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา โดยนำช่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์มาขุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ขุดเรือชื่อว่า “นางหงษ์” และเมื่อนำมาลงแข่งขันปรากฏว่า สามารถเอาชนะเรือแข่งแบบดั้งเดิม เลยเลยทำให้เกิดกระแสนำเรือแข่งแบบดั้งเดิมไปดัดแปลงหรือถ้าขุดใหม่ก็จะนำ ช่างจากภาคกลางหรือภาคใต้มาขุด ซึ่งคนเมืองน่านเรียกเรือประเภทนี้ว่า “เรือหงษ์” การขุดเรือยุคปัจจุบันเป็นอิทธิพลของภูมิปัญญาชาวไทยในภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งกรรมวิธีการขุดเรือจะใช้เครื่องทุ่นแรง สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างมาก อีกทั้งจะทำให้ไม่เปลืองไม้ สมมตินำไม้ซุงท่อนหนึ่งมาขุดเรือแข่งแบบดั้งเดิมจะได้เศษไม้ซึ่งใช้ประโยชน์ อะไรไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการขุดเรือแข่งในยุคปัจจุบันไม้ที่ได้จากการขุดเรือแข่งสามารถ เลื่อยแปรรูปและนำไม้ไปใช้เป็นองค์ประกอบต่างๆ และนำไปตบแต่งเรือแข่งได้อีกมาก
การขุดเรือยุคปัจจุบัน
การขุดเรือในยุคปัจจุบันเริ่มจากการได้ไม้ซุง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ตะเคียนมาเรียบร้อยแล้วก็จะพิจารณาว่าจะเอาส่วนใดเป็น ส่วนหัวเรือหรือท้ายเรือ ช่างขุดเรือจะใช้เลื่อยโซ่ หรือเลื่อยไฟฟ้า เปิดปีกไม้ออกให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม และเปิดตรงกลางให้เป็นรูปตัววี และ ใช้ขวานมะหลู ฟันถากเปิดปาก ตกแต่งภายในให้เป็นรูปร่างเรือแข่งแล้วเลื่อยเฉียงเปิดด้านข้างทั้งสองข้าง เพื่อทำเป็นท้องเรือ ใช้กบไสให้เรียบตลอดลำเรือ และฟันถากตกแต่งด้านบนของท้องเรือให้เป็นรางคล้ายรางใส่อาหารหมู ซึ่งจะได้เรือแข่งแบบหยาบๆ ที่เรียกว่า “โกลนเรือ” แล้วก็คว่ำโกลนเรือลง และนำเศษไม้ที่ถากออกมาสุมเป็นกองไฟตลอดลำเรือ เพื่อใช้ความร้อนลนจนน้ำมันของไม้ตะเคียนไหลเยิ้มออกมา นั่นหมายถึงความร้อนจะทำให้เนื้อไม้ขยายตัวและจะใช้ปากกางัดกราบเรือทั้งสอง ข้างออกแล้วใช้ไม้ค้ำกราบเรือ ทิ้งไว้จนเนื้อไม้เย็นลง ซึ่งการทำลักษณะอย่างนี้ ภาษาเรือแข่งเรียกว่า “เบิกเรือ” หรือ เมืองน่านเรียกว่า “บี่เฮีย” ซึ่งต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เร่งรีบเพื่อจะให้กราบเรือกว้างได้ตามขนาด ที่ต้องการ ซึ่งถ้ารีบร้อนจะทำให้ไม้บิดเบี้ยว โค้งงอ หรืออาจทำให้เนื้อไม้แตก หรืออาจทำให้เรือแข่งมีรอยร้าวไม่สมบูรณ์ อีกทั้งขนาดความกว้างของเรือตลอดลำไม่เท่ากัน เฉลี่ยประมาณ ๘๐ – ๑๕๐ เซนติเมตร
เมื่อเบิกเรือแข่งได้ตามขนาดที่ต้องการแล้ว ช่างจะทำการตกแต่งความหนาของกราบเรือ เพื่อให้ได้ขนาดความหนาที่ต้องการประมาณ ๒ – ๕ นิ้ว และช่างจะทำการวางรางเรือ โดยการนำไม้มาทำเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมขนาดเท่ากับความกว้างของท้องเรือแข่ง หนาประมาณ ๒ – ๓ นิ้ว วางขวางตลอดลำเรือ ซึ่งจะทำให้เรือแข่งมีความแข็งแรงมั่นคง ไม่เสียรูปทรง
ขั้นตอนต่อมาคือ การทำที่นั่งฝีพายช่างจะนำไม้ขนาดหน้ากว้าง ๓ – ๕ นิ้ว หนา ๑.๕๐ – ๒ นิ้ว มาวางขวางทับบนรางเรือตลอดลำเรือแข่งและจะใช้ไม้หน้ากว้าง ๓ – ๔ นิ้ว หน้า หนา ๑.๕๐ – ๒ นิ้ว มีความยาวของไม้เท่ากับความยาวของลำเรือแข่งมาวางทับบนที่นั่งขันน๊อตติด เพื่อให้ลำเรือแข่งมีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง
ที่ใต้ที่นั่งฝีพาย ช่างจะใช้หวายรั้งระหว่างขอบเรือแข่งทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้เรือแข่ง แบะออกมาเกินไป การใช้หวายรั้งดึงเข้าหากันอาจจะขันชะเนาะกระทงเว้นกระทงหรืออาจขันชะเนาะ กระทงต่อกระทงแล้วแต่ความเหมาะสม เพื่อให้รูปทรงลักษณะของลำเรือแข่งมีความแข็งแรง มั่นคง แน่นหนา อีกทั้งเป็นจุดที่ช่างจะปรับแต่งโครงสร้างของเรือแข่งว่าจะให้ส่วนหัวเรือ หรือส่วนท้ายเรือของลำเรือแข่งเชิดขึ้น – ลงเท่าใด ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของเรือแข่งบนผิวน้ำเวลาฝีพายพายเรือ ซึ่งจะส่งผลทำให้เรือแข่งลำนั้นวิ่ง หรือ ไม่วิ่ง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของช่างแต่ละคนที่จะคอยปรับแต่ง แก้ไขตลอดเวลาขณะเข้าร่วมแข่งขัน
ต่อจากนั้นช่างจะใช้ไม้หน้ากว้าง ๔ – ๕ นิ้ว ยาวตลอดลำเรือแข่งเสริมด้านข้างเป็นกราบเรือยึดติดกับตัวเรือแข่งเพื่อให้ ตัวเรือแข่งสูงขึ้นแล้วใช้ชันผสมน้ำมันยางทาทับบริเวณรอยต่อ เพื่อไม่ให้น้ำรั่วซึมเข้าลำเรือแข่ง และช่างก็จะตกแต่งด้านนอกของเรือแข่งให้เรียบร้อยและใช้กบไฟฟ้าไสท้องเรือ แข่งให้เรียบ ซึ่งอาจจะเป็นรูปทรงกลม แบน ป้าน แล้วแต่เทคนิคและภูมิปัญญาของช่างแต่ละคน
สำหรับส่วนหัวและท้ายเรือแข่ง ช่างจะตัดและปรับแต่งตามแนวเฉียงรูปปากฉลาม เพื่อนำไปประกอบกับกัญญาหัวและกัญญาท้ายตามรูปแบบของเรือแข่งเมืองน่านต่อไป

ส่วนประกอบของเรือแข่งเมืองน่าน
โขนเรือ หรือ หัวโอ้เรือ
เป็นไม้แกะสลักรูปหัวพญานาค ซึ่งจะมีส่วนประกอบคือ หงอนหรือนอ และเขี้ยวที่ยาวยื่นออกมาจากริมปากทั้งสองข้าง อ้าปากโชว์เขี้ยวโง้งโผล่ออกมาตรงกลาง มีหู แก้ม ลูกตา จมูก ( หมกขี้หมก ) เขี้ยวแต เขี้ยวฟอง ( เขี้ยวธรรมดาภายในปาก ) อาจจะมีกระดิ่งแขวนเพื่อให้เกิดเสียงดังเวลาเรือแข่งแล่นในน้ำ ดวงตาทำด้วยลูกแก้วสีแดง ส่วนหัวจะประดับด้วยกระจกสี ส่วนลวดลายที่แกะสลักจะระบายด้วยสีแดง ดำ สลับด้วยสีเขียว สีทอง สีเหลือง และสีขาว ปลายคางจะประดับด้วยพู่ดอกไม้แห้งที่มีกระจกเงาเป็นส่วนประกอบซึ่งเวลา สะท้อนแสงแดดจะเกิดแสงวับวาวเป็นระยะ มองดูน่าเกรงขาม


กัญญาหัว โงนหัว หรือ แก๋นคอ
เป็นส่วนหัวตั้งแต่คอเรือแข่งจนถึงช่วงบริเวณช่วงต่อ ลำเรือแข่ง จะทำด้วยไม้เนื้ออ่อนซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักเบามีลักษณะงอนโค้งรูปสามเหลี่ยม มุมแหลมเขียนลวดลายไทยเป็นลักษณะลายพื้นเมืองน่าน หรือลายกนก ลายเครือเถา ลายประจำยาม หรือลายเปลว โดยมากมักใช้สีแดงเป็นสีพื้นของการผูกลวดลาย การตกแต่งเส้นหรือขอบของลวดลายจะใช้สีเขียว สีแดง สีทอง สีดำ การตกแต่งทับเส้น หรือขอบของลวดลายจะใช้สีสลับกันเช่น สีแดง สีดำ หรือ สีที่มองดูแล้วเด่นสง่ม


กัญญาท้าย โงนหาง หรือ แก๋นท้าย
เป็นส่วนท้ายเรือแข่งซึ่งต่อจากลำเรือ งอนโค้งไปถึงหางวรรณ ลักษณะเหมือนกัญญาหัว หรือ โงนหัว จะแตกต่างตรงที่ส่วนปลายหางจะมีการนำหางวรรณ ซึ่งเป็นไม้แกะสลักเป็นรูปเครือเถาวัลย์มาสวมใส่และส่วนปลายหางวรรณจะนำตุง ไส้หมู หรือหางสนุก ซึ่งทำจากกระดาษสี ดอกไม้แห้งยาวพลิ้วมาติด ทำให้เวลาเรือแข่งแล่นในน้ำจะพลิ้วปลิวตามลมมองดูสวยงาม สมัยก่อนท้ายเรือแข่งจะมีความแข็งแรงมากโดยที่นายท้ายเรือแข่งสามารถขึ้นไป ยืนและขย่มเรือแข่งเพื่อให้เรือแข่งไหวเอนเสือกไปตามลำน้ำมองดูไกลๆ คล้ายพญานาคกำลังเล่นน้ำ

กัญญาท้าย โงนหาง หรือ แก๋นท้าย
เป็นส่วนท้ายสุดต่อออกมาจากกัญญาท้าย เป็นไม้แผ่นแกะสลัก

ภาพจากสันหนองข่อยทีม

เมื่อนำส่วนหัวและหางเรือมาประกอบเข้ากับตัวเรือเรียบ ร้อยแล้วเรียกว่า “กระทายหัว – กระทายท้าย” โดยมีสลักยึดระหว่างหัวและท้ายกับลำตัวเรือแข่ง เรียกว่า “เดือยหางเหย์” แล้วอุดรอยต่อและรอยรั่วของเรือแข่งด้วยขี้ขะย้า หรือใช้น้ำมันเคลือบทาผิดเพื่อป้องกันการรั่วซึม หลังจากนั้นจะนำไปเขียนลวดลายข้างลำเรือแข่งทั้งลำ
ลวดลายบนลำเรือแข่งแบบดั้งเดิม นิยมใช้สี ๔ สี คือ สีแดง สีดำ สีเหลือง และ สีขาว ลวดลายที่ใช้เขียนมีหลายแบบ เช่น ลายดอก อาทิ ดอกผักแว่น ดอกฝ้าย ดอกแก้ว ( ดอกลำดวน ) ลายเถาวัลย์ ลายกนก ลายก้านต่อ ลายเปลว ลายประจำยาม เรือแข่งแต่ละลำจะมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของ แต่ละชุมชน
ข้อมูลจากหนังสือ "เรือแข่งเมืองน่าน มรดกล้ำค่า" รวบรวม เรียบเรียงโดย อาจารย์ราเชนทร์ กาบคำ
ในสมัยโบราณชาวน่านจะนำเรือแข่งออกมาฝึกซ้อมเฉพาะวันโก๋น ( วันขึ้น - แรม ๗ ค่ำ และ ๑๔ ค่ำ ) เพราะเป็นวันที่ชาวบ้านจะว่างจากภารกิจการงานภายในไร่ ในสวน เพื่อที่จะเตรียมตัวไปทำบุญตักบาตรพระในวันรุ่งขึ้น โดยที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีเรือแข่งจะนัดหมายกันที่โรงเก็บเรือโดยจะมีการตีฆ้อง กลอง ป่าน เป่าแน เป็นทำนอง "ล่องน่าน" เป็นสัญลักษณ์บอกให้ชายฉกรรจ์มาซ้อมพายเรือ โดยจะนัดหมายกับชุมชนหรือหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน นำเรือออกมาฝึกซ้อมซึ่งภาษาเมืองน่านเรียกว่า "การล่อเรือ" ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมง่ายๆ เน้นความพร้อมเพรียงเป็นหลักเท่านั้น

สำหรับการแข่งเรือในประเพณีการตานก๋วยสลากนั้น ชุมชนหรือหมู่บ้านจะนิยมการ "ตกไม้พาย" คือผู้นำหมู่บ้านจะนำไม้พาย ไปให้บ้านที่มีชายฉกรรจ์อาศัยอยู่ในตอนเย็นก่อนวันแข่งขัน ๑ - ๒ วัน เมื่อถึงเช้าวันแข่งขันชายฉกรรจ์เมื่อเห็นไม้พายก็จะแต่งตัว ส่วนใหญ่จะสวมเสื้อ "หม้อฮ่อม" หรือเสื้อแขนยาวสีขาว และนำผ้าเช็ดหน้าหนือผ้าขาวม้ามาโพกหัว ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น เสื้อยืด ผ้าโพกหัว ในปัจจุบัน ชายฉกรรจ์จะนำไม้พายเดินทางไปยังโรงเก็บเรือ เมื่อไปถึงก็จะนำฆ้อง กลอง ป่าน มาตีเป็นสัญญาณ ให้เพื่อนบ้านที่ได้รับการตกไม้พายมารวมกัน เมื่อฝีพายมาครบก็จะลากเรือลงน้ำ แล้วก็จะนำโงนหัว - โงนหาง หัวโอ้ - หางวรรณ ธง มาสวมกับลำเรือ ตกแต่งให้เรียบร้อยสวยงาม ชาวบ้านที่เป็นตัวแทนของหมู่บ้าน-ชุมชน ก็จะนำก๋วยสลากของชุมชน/หมู่บ้าน บรรทุกลงลำเรือและนิมนต์พระสงฆ์ที่รับกิจนิมนต์ร่วมเดินทางไปยังหมู่บ้าน-ชุมชนที่มีงานตานก๋วยสลากเพื่อไปร่วมทำบุญ เนื่องจาก การคมนาคมระหว่างหมู่บ้าน-ชุมชนในสมัยก่อนยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน อีกทั้งระยะทางระหว่างหมู่บ้านก็ไม่ไกลกันมากนัก รวมถึงเป็นการบ่งบอกถึงความรักสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คนในชุมชนนั้นๆ ในขณะที่พายเรือไปก็จะมีการตีฆ้อง ตีกลอง ตีป่าน เป่นแน เป็นภาพที่สวยงามประทับใจและทรงคุณค่ามากในสมัยนั้น
การทำบุญถวายทานสลากภัตร หรือการตานก๋วยสลากของชาวเมืองน่านจะถวายทานตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. เพื่อที่จะให้พระภิกษุ สามเณร ได้นำอาหารที่ศรัทธา ชาวบ้านใส่ลงในก๋วยสลากมาฉันเป็นอาหารเพลและ ฝีพายจะนำก๋วยสลากมา ผูกติดกับช่อหรือธง ที่อยู่ที่โงนหัวเพื่อเป็นการบูชาแม่ย่านาง หรือผีเรือ ช่วงบ่ายก็จะนำเรือไปรวมกันที่ท่าน้ำที่ติดกับชุมชน-หมู่บ้านที่จัดงานประเพณีตานก๋วยสลาก เพื่อจับสลากประกบคู่แข่งขัน การจัดการแข่งขันในสมัยก่อนไม่มีการคิดบาย ( Bye ) ไม่มีการแยกประเภทเรือแข่งเหมือนปัจจุบัน ใช้กติกาง่ายๆ มี บาย ( Bye ) ทุกรอบและอีกทั้งจำนวนเรือแข่งก็ไม่มากเหมือนปัจจุบันทำให้ จัดการแข่งขันได้ง่าย เช่น มีเรือสมัครเข้าแข่งขันทั้งหมด ๒๑ ลำ รอบแรกก็จะมี ๑๐ คู่ บาย ๑ ลำ รอบสองมีเรือ ๕ คู่ บาย ๑ ลำ รอบสาม มี ๓ คู่ รอบสี่มี ๑ คู่บาย ๑ ลำ รอบชิงชนะเลิศก็จะนำเรือที่จับสลากได้บายมาแข่งกันกับเรือลำที่ชนะ เป็นต้น และจะแข่งกันแค่ ๑ ล่องน้ำ ไม่มีการสลับสายน้ำ และจะต้องแข่งให้เสร็จภายในวันเดียว
อาหารกลางวัน ชุมชน-หมู่บ้าน ที่มีงานตานก๋วยสลากและจัดให้มีการแข่งเรือจะมีการ "ตกห่อข้าว" คือให้ศรัทธาในชุมชน-หมู่บ้าน ทุกหลังคาเรือน ห่อข้าวเหนียวและอาหารง่ายๆ เช่นน้ำพริก เนื้อย่าง ห่อหมก ( ห่อนึ่ง ) ฯลฯ โดยจะมีคณะกรรมการของชุมชน-หมู่บ้าน ไปเก็บตามบ้านนำไปใส่เข่งหรือ กระบุงและแข่งให้มีจำนวนเท่ากับฝีพายในเรือแต่ละลำและให้ฝีพายหรือตัวแทน ไปรับที่วัดหรือท่าน้ำ ที่ใช้เป็นสนามแข่งเรือเพื่อนำไปเป็นอาหารกลางวันต่อไป ซึ่งกิจกรรมตรงนี้เป็นกิจกรรมที่บ่งบอกถึงนิสัยใจคอของประชาชนชาวน่านว่า เป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นอกเห็นใจ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงตราบจนถึงปุจจุบัน
เมื่อการแข่งเรือเสร็จสิ้นลงมีการมอบรางวัลเสร็จเรียบร้อยฝีพายก็จะพายเรือเพื่อนำเรือแข่งไปเก็บที่โรงเก็บเรือ เรือบางลำมุ่งไปทาง ทิศเหนือ บางลำล่องไปทางใต้ และจะตีฆ้อง ตีกลอง ตีป่าน เป่าแน ฝีพายบางคนลุกขึ้นฟ้องล่องน่าน ภาพเรือแข่งจะค่อยๆ พายห่างออกไป ตามลำน้ำน่าน เสียงฆ้อง กลอง ปาน แน จะค่อยๆ เบาลงๆ และเลือนหายไปกับคุ้งน้ำลับสายตาไปในที่สุด เป็นภาพแห่งความประทับใจที่ ชาวน่านเชื่อมัน-ศรัทธาในการแข่งเรือประเพณีและร่วมสืบสานต่อกันมา รุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกลายเป็นประเพณีอันยิ่งใหญ่และทรงคุณค่า จวบจนถึงปัจจุบัน

การฝึกซ้อมฝีพายในปัจจุบัน
การฝึกซ้อมฝีพายเรือแข่งในปัจจุบัน ชุมชน-หมู่บ้าน ได้พัฒนาการฝึกซ้อมโดยนำวิชาการความรู้สมัยใหม่ วิทยาศาสตร์การกีฬา แบบฝึกซ้อม โภชนาการสำหรับนักกีฬา ตลอดจนถึงการนำกฎ-กติกาสากลมาใช้ในการเตรียมการเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันค่อนข้างมาก และจะใช้ผู้ฝึกสอนที่มีความรู้ ประสบการณ์ในการพายเรือแข่งมาเป็นผู้ฝึกสอนฝีพายเรือแข่ง ซึ่งผู้ฝึกสอนจะต้องประยุกต์จัดทำแบบฝึก สำหรับการฝึกซ้อมเรือแข่ง โดยมีตารางการฝึกซ้อมเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน แล้วแต่กรณีซึ่งจะแตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่จะ เน้นการเสริมสร้างสมรรถภาพของร่างการ ( Physical Fitness ) โดยมีองค์ประกอบที่จะเน้นเสริมสร้างเป็นพิเศษคือ
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ( Muscular Strength )
คือความสามารถของกล้ามเนื้อในการหดตัวเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างเต็มที่ ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกล้ามเนื้อส่วน ใดส่วนหนึ่ง หรือ กล้ามเนื้อของร่างกายหลายๆ ส่วนทำงานร่วมกัน ในการพายเรือกล้ามเนื้อที่ต้องใช้ เช่นกล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อหัวไหล่ กล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อขาร่วมกับกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อน้อยอีกหลายๆ มัด กิจกรรมที่จะ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กล้ามเนื้อได้แก่ การยกน้ำหนัก
ความทนทาน( Endurance ) แยกได้เป็น
- ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต และการหายใจซึ่งเป็นประสิทธิภาพของการทำงานประสานกันระหว่างระบบไหลเวียน และระบบหายใจโดยร่างกายสามารถยืนหยัดที่จะทำงาน ( พายเรือ ) เป็นระยะเวลายาวนานได้ เมื่อหยุดทำงานแล้วร่างกายจะสามารถ คืนสู่สภาพปกติได้เร็ว กิจกรรมในการเสริมสร้างส่วนใหญ่ ผู้ฝึกสอนจะให้ฝีพายวิ่งช้าๆ เป็นเวลานาน
- ความทนทานของกล้ามเนื้อ เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่ต้องการทำงาน ซ้ำๆ ได้เป็นระยะเวลานาน ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ฝึกสอนจะให้ฝีพาย พายเรือวันละหลายๆ เที่ยว ในแต่ละวัน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ
พลังหรือขีดจำกัดของกล้ามเนื้อ ( Power )
คือความสามารถของกล้ามเนื้อส่วนใด ส่วนหนึ่ง หรือหลายๆ ส่วนของร่างกาย ในการหดตัวเพื่อทำงาน ( พายเรือ ) อย่างรวดเร็ว และแรงในจังหวะใดจังหวะหนึ่ง พลังหรือกำลังดีดของกล้ามเนื้อจะแตกต่างจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตรงที่ว่า พลังเป็นผลงาน ของการหดตัวของกล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียวหรือจังหวะเดียว ส่วนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นผลงานของการหดตัวของกล้ามเนื้อ เช่นเดียวกัน แต่หลังจากหดตัวแล้วยังมีโอกาสที่จะใช้ความพยายามในการหดตัวอย่างเต็มที่ต่อไปอีกชั่วระยะหนึ่ง ผลงานที่เกิดขึ้น จากความพยายามในครั้งนี้อาจจะมากกว่า หรือเท่ากับ หรือ น้อยกว่า การหดตัวครั้งแรกก็ได้ กิจกรรมที่จะเสริมสร้างให้กล้างเนื้อมีพลัง ก็จะเป็นกิจกรรมเดียวกันกับกิจกรรมที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อนั้น ๆ
ความเร็ว ( Speed )
คือความสามารถในการหดตัวหลายๆ ครั้งติดต่อกันของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือกล้ามเนื้อหลายๆ ส่วนของร่างกายรวมกันเพื่อ ทำงน ( พายเรือ ) ให้ได้ผลงานมากในเวลาอันรวดเร็ว เช่นการพายเรือจากจุดเริ่มต้นไปถึงเส้นชัยของบรรดาฝีพายทั้งหลาย ถ้าเรือลำใด พายเรือให้เรือแข่งสู่เส้นชัยก่อน หมายถึงฝีพายมีความเร็ว กิจกรรมที่เสริมสร้างได้แก่ กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ส่วนการฝึกซ้อมเรือแข่งนั้น ผู้ฝึกสอนจะให้ฝึกการพายอย่างเร็ว ในระยะทางสั้นๆ โดยการนับจำนวนครั้งที่พาย เช่น ๕๐, ๘๐,๑๐๐ ครั้ง แล้วแต่กรณี โดยเฉพาะในขณะออกตัว หรือ ขณะเข้าเส้นชัยซึ่งภาษาเรือแข่งเรียกว่า "ออก" "อัด" หรือ "บิน"
ความคล่องตัว ( Agility )
คือความสามารถในการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมกัน เพื่อให้ร่างกายสามารถเปลี่ยนตำแหน่งและทิศทางในการ เคลื่อนไหวได้ด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการพายเรือ เราจะต้องเสริมสร้างในการเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย ขณะพายเรือ เช่น ก้มตัวลงไม้พาย ดึงไม้พาย ยกไม้พายขึ้น เป็นต้น
ความอ่อนตัว ( Flexibility )
คือความสามารถในการเหยียดตัวของข้อต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้ในบริเวณที่กว้างทีสุด เช่น การก้มตัว ลงไม้พายเวลาพายเรือ ดึงไม้พาย ยกไม้พาย กิจกรรมที่สร้างให้ร่างกายมีความอ่อนตัวมากขึ้นได้แก้ กิจกรรมที่ร่างกายต้องเหยียดตัว มากกว่าการทำงานปกติ ก้มแตะ โยกโน้มตัวไปข้างหน้าเร็วๆ หลายครั้งติดต่อกัน
ความสัมพันธ์ของอวัยวะและประสาทรับความรู้สึก ( Co-Ordination )
คือ การที่ประสาทรับความรู้สึกของร่างกายทำงานประสานกันกับกล้ามเนื้อ หรืออวัยวะต่างๆทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ฝีพายจะต้องสังเกตดูเพื่อนที่อยู่ด้านหน้า เพื่อให้สัมพันธ์กับการยกไม้พายเพื่อจะพายเรือให้เกิดความพร้อมเพรียงกัน ซึ่งจะต้องอาศัย การฝึกซ้อมบ่อยๆ จึงจะทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานสัมพันธ์กันได้เป็นอย่างดี
การฝึกซ้อมฝีพายในปัจจุบันจะนิยมเก็บตัวนอนกันในวัดหรือศาลาการเปรียญ ภาคเช้าส่วนใหญ่จะซ้อมเน้นการเสริมสร้างสมรรถภาพ ของร่างกาย เช่น วิ่งช้าๆ กายบริหาร ยกน้ำหนัก ฯลฯ ภาคบ่ายจะลงฝึกซ้อมพายเรือในแม่น้ำหรือสร้างโป๊ะ เพื่อฝึกซ้อมพายอยู่กับที่ ในหนองน้ำสาธารณะของหมู่บ้านแล้วแต่กรณี ภาคค่ำจะมีการเชิญภูมิปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านต่างๆ มาให้ความรู้แก่ฝีพายบรรดา แม่บ้านก็จะประกอบอาหารเลี้ยงดูผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีกลมเกลียว มีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกัน จนสำนักงานพัฒนาแห่งองค์การสหประชาชาติ ( UNDB ) จัดลำดับการมีส่วนร่วมของคนน่านเป็นที่หนึ่งของประเทศปรากฎในรายงาน ไปทั่วโลกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖
ข้อมูลจากหนังสือ "เรือแข่งเมืองน่าน มรดกล้ำค่า" รวบรวม เรียบเรียงโดย อาจารย์ราเชนทร์ กาบคำ